ยามสอบประจำเดือนมาถึง โถงบรรยายของสำนักศึกษาลู่หมิงก็กว้างขวางกว่าปกติอยู่ไม่น้อย
โต๊ะหนังสือถูกย้ายไปไว้สองฝั่ง เว้นพื้นที่ตรงกลางให้โล่งกว้าง
บรรดาศิษย์กว่ายี่สิบคนเรียงตามลำดับที่นั่ง ต่างนั่งหลังตรงอย่างสำรวม
เจ้าสำนักศึกษาโจวปิ่งเหวินสวมชุดบัณฑิตเก่าสีเทาอมคราม นั่งตัวตรงอยู่บนเก้าอี้ใหญ่กลางห้อง ด้านขวามีกาน้ำชาวางอยู่ ส่วนด้านซ้ายมีสมุดบันทึกคะแนนกางไว้
ข้างกายเขามีผู้ช่วยอาจารย์แซ่หลี่ยืนอยู่ มือประคองกระดาษขาวกองหนึ่ง เตรียมจดบันทึกบทกวีของแต่ละคน
ประตูหน้าต่างของโถงบรรยายเปิดออกทั้งหมด ลมสารทปลายเดือนแปดพัดกรูเข้ามา กระทบกระดิ่งทองแดงหลายพวงที่แขวนอยู่ใต้ชายคาจนส่งเสียงกรุ๊งกริ๊ง
โจวปิ่งเหวินยกถ้วยชาขึ้นจิบ ก่อนกระแอมเบา ๆ
“การสอบประจำเดือนวันนี้ ทุกท่านทราบหัวข้อกันแล้ว แต่งเกี่ยวกับจันทร์สารท จะเป็นกลอนห้าคำหรือเจ็ดคำก็ได้ ไม่จำกัดรูปแบบ”
“เริ่มจากแถวหน้า ตามลำดับที่นั่ง ออกมาท่องทีละคน”
เขาวางถ้วยชา กวาดสายตามองทั่วห้อง
“กฎเดิม”
“เมื่อท่องบทกวีจบ ข้าจะถามอีกสองสามคำถาม”
“ตอบได้ก็เพิ่มคะแนน”
“ตอบไม่ได้ก็ไม่หักคะแนน แต่ทุกท่านคงรู้ดีอยู่แก่ใจ”
คนแรกที่ลุกขึ้นคือเด็กหนุ่มร่างผอมบางตรงที่นั่งหัวแถวด้านซ้าย แซ่ซุน ครอบครัวเปิดร้านขายข้าวสาร
เขากำกระดาษไว้ด้วยสองมือ แล้วท่องกลอนสี่วรรคห้าคำบทหนึ่ง
“สารทฟ้าสูง จันทราส่องสว่าง แสงใสฉายเมืองเดียวดาย”
“มองไกลไปยังเงาริมฟ้า มิรู้ว่าเป็นดาวดวงใด”
เมื่อท่องจบ โถงบรรยายก็เงียบไปชั่วขณะ
โจวปิ่งเหวินวางถ้วยชาลง สีหน้าอ่านไม่ออก
“สัมผัสท้ายวรรคคล้องจองอยู่”
“แต่ประโยคสุดท้าย เจ้าหมายถึงจันทร์หรือดวงดาวกันแน่?”
เด็กหนุ่มแซ่ซุนหน้าแดงก่ำ ก้มหน้ากลับไปยังที่นั่ง
โจวปิ่งเหวินเขียนคำว่า ‘ปานกลางค่อนไปทางต่ำ’ ลงในสมุดบันทึกคะแนน
ผู้ช่วยอาจารย์หลี่เก็บต้นฉบับบทกวี แล้วขานชื่อคนที่สอง
ศิษย์หลายคนที่ออกมาถัดจากนั้น ฝีมือแตกต่างกันไป
มีคนหนึ่งแต่งมาถึงแปดวรรค ใช้เรื่องอ้างอิงโบราณถึงหกแห่ง หลังโจวปิ่งเหวินฟังจบก็กล่าวเพียงว่า “นี่มิใช่แต่งกลอน แต่กำลังคัดตำราต่างหาก”
อีกคนเขียนอักษร ‘จันทร์’ ผิดเป็นอักษร ‘ตา’ จนคนแถวหน้าหลายคนแทบกลั้นหัวเราะไม่อยู่
