วันที่สองของวันหยุดพักผ่อน จวนแยกตระกูลเซวีย
ยามกู้ฉือกลับเข้าเมืองก็เป็นเวลาบ่ายแล้ว
เซวียฝูขับรถเทียมล่อมาจอดสนิทตรงประตูด้านข้าง ก่อนช่วยเขาขนห่อสัมภาระเข้าไปในเรือน
“คุณชายกู้ คุณชายกลับมาตั้งแต่เช้าแล้ว ขลุกอยู่ด้านหน้าพักใหญ่ ยามนี้น่าจะพักอยู่ในโถงด้านข้างขอรับ”
“อืม”
กู้ฉือหิ้วห่อสัมภาระเข้าไปในห้องพักของตน จัดเสื้อผ้าเก่าที่นำกลับมากับข้าวของสำหรับเปลี่ยนให้เรียบร้อย แล้วจึงนั่งลงหน้าโต๊ะหนังสือ
บนโต๊ะยังมีบันทึกเตรียมสอบที่เขาวางทิ้งไว้ก่อนกลับบ้าน
เขาไม่ได้รีบเปิดอ่าน หากล้วงกระดาษเซวียนที่พับไว้หลายแผ่นออกมาจากก้นห่อสัมภาระ
เป็นสิ่งที่เขาเขียนไว้เมื่อคืนที่บ้าน
หลังเล่านิทานให้กู้เนี่ยนฟังจบ เด็กหญิงตัวน้อยก็ยืนกรานไม่ยอมนอน ต้องให้เขาเล่าต่อว่าหลังจากนั้นเจ้าลิงเป็นอย่างไร
กู้ฉือกล่อมอยู่นานกว่าจะทำให้นางหลับได้
ทว่าตัวเขากลับไม่ง่วงเสียแล้ว
เขานั่งอยู่ใต้แสงตะเกียงน้ำมัน คลี่กระดาษออกตามใจ แล้วเขียนเรื่องไซอิ๋วที่ผุดขึ้นในหัวลงไปอีกหลายหน้า
มิได้ตั้งใจจะเขียนเป็นหนังสือ
เพียงเล่านิทานจนเพลิน มือก็พลันคันอยากเขียนขึ้นมา
เขาเขียนบทกลอนเปิดเรื่อง เขียนตอนวานรหินถือกำเนิด จนถึงตอนกราบอาจารย์เรียนวิชาและก่อความวุ่นวายในวังสวรรค์
ปลายพู่กันเคลื่อนไหวรวดเร็วยิ่ง เรื่องราวที่ชาติก่อนเขาอ่านมาไม่รู้กี่รอบ พอถ่ายทอดลงบนกระดาษก็เป็นไปอย่างราบรื่น
กู้ฉือดึงกระดาษเหล่านั้นออกจากห่อ คลี่ให้เรียบแล้ววางลงบนโต๊ะ
หมึกแห้งสนิทแล้ว ลายมือไม่ถึงกับเป็นระเบียบ ดูลวก ๆ จากการเร่งเขียนยามค่ำคืน
เขาหยิบหน้าแรกขึ้นมาดู
ประโยคเปิดเรื่อง “ฟ้าดินยังมิแบ่งแยก โลกอลหม่านกว้างใหญ่ไร้ผู้ใดเห็น” นับว่าราบรื่นใช้ได้
ส่วนตอนวานรหินกระโจนออกมาด้านหลัง จังหวะดำเนินเรื่องรวดเร็วเกินไป ต้องเกลาสำนวนสักหน่อย
กู้ฉือยกพู่กันจุ่มหมึก เขียนตัวอักษรเล็ก ๆ ลงตรงที่ว่างข้างกระดาษ กำกับว่าตรงใดควรขยายความ ตรงใดควรเติมรายละเอียด
ขณะที่กำลังแก้ไข เสียงฝีเท้าเร่งร้อนพลันดังมาจากนอกประตูเรือน
ถัดมาเป็นเสียงของเซวียหมิงหยางที่กังวานเต็มเปี่ยมด้วยพลัง
