หลังงานเลี้ยงปักบุปผา กู้ฉือได้พักผ่อนอย่างสบายใจอยู่หลายวัน
การสอบเมืองกำหนดไว้ในเดือนหก ระหว่างนี้ยังเหลือเวลาอีกกว่าสองเดือน
โจวปิ่งเหวินอนุญาตเป็นกรณีพิเศษให้เขาใช้ชั้นสองของหอเก็บตำราอ่านทบทวน แต่ก็มิได้บังคับให้เขาหมกตัวอยู่ท่ามกลางกองหนังสือทุกวัน
ดังคำพูดของอาจารย์ใหญ่
“เจ้าหนุ่ม ฝีมือเจ้าเข้าที่แล้ว ถึงคราวพักก็พักเสียบ้าง”
เซวียหมิงหยางจึงพบเหตุผลอันชอบธรรมที่จะชวนกู้ฉือออกไปข้างนอกเสียที
“น้องฉือ! อาจารย์ใหญ่ยังบอกให้เจ้าพักผ่อนแล้ว ไป ๆ หอสดับพิรุณมีนักดีดพิณผีผาคนใหม่มา ได้ยินว่ามาจากหยางโจว บรรเลงเพลงละ 30 อีแปะ พวกเราเหมาหอเลย!”
เดิมทีกู้ฉือคิดจะปฏิเสธ
แต่พอคิดอีกที ไม่ว่าจะหอชาหรือหอสุรา ล้วนเป็นสถานที่อันดีสำหรับบ่มเพาะอารมณ์สุนทรีย์
“ไปกันเถิด”
“ไปจริงหรือ?”
“ห้ามคิดลามก”
“ย่อมแน่นอน!”
เช่นนี้เอง ทั้งสองจึงใช้เวลาช่วงปลายเดือนสามอย่างสำราญใจอยู่พักหนึ่ง
วันที่สาม เดือนสี่
กู้ฉือกำลังพลิกอ่านหนังสืออยู่บนชั้นสองของหอเก็บตำราตามปกติ ดอกเหมยแดงบนภูเขาด้านหลังนอกหน้าต่างโรยราไปแล้ว เหลือเพียงกิ่งก้านเขียวขจีเต็มต้น
เซวียหมิงหยางวิ่งขึ้นมาจากชั้นล่าง เสียงฝีเท้าเร่งร้อนกว่าปกติอยู่หลายส่วน
“น้องฉือ! เกิดเรื่องใหญ่แล้ว!”
กู้ฉือไม่แม้แต่จะเงยหน้า
“หอไหนมีสาวงามคนใหม่มาอีกหรือ?”
“ไม่ใช่! เรื่องจริงจัง!”
เซวียหมิงหยางทิ้งตัวนั่งตรงข้ามกู้ฉือ แล้วลดเสียงลง
“ทางหอเหวินชางทางเหนือของเมือง เช้านี้มีศิลาจารึกก้อนใหญ่ตั้งขึ้นแล้ว! ท่านพ่อเพิ่งส่งคนมาบอก ที่ว่าการอำเภอติดประกาศว่าเป็นศิลาจารึกคุณความดีในการจัดการน้ำ!”
มือที่กำลังพลิกหนังสือของกู้ฉือชะงักไปครู่หนึ่ง
“อ้อ”
เซวียหมิงหยางเบิกตากว้าง
“แค่อ้อหรือ? เจ้าไม่สงสัยบ้างหรือ?”
“มีอะไรให้น่าสงสัย”
กู้ฉือพับมุมหน้าหนังสือแล้วปิด วางไว้ด้านข้าง
“เป็นไปตามคาด”
เซวียหมิงหยางอ้าปาก แล้วก็หุบลงอีกครั้ง
เขารู้สึกอยู่เสมอว่ากู้ฉือมักตอบสนองต่อเรื่องราวหลายอย่างราวกับรู้ผลลัพธ์ล่วงหน้าแล้ว
แต่เขาก็ชินเสียแล้ว
“ถ้าเช่นนั้นท่านพ่อถามเจ้าว่า สลักชื่อบนศิลาจารึกมีประโยชน์หรือไม่?”
กู้ฉือยกถ้วยชาขึ้นจิบ
