วันที่หก เดือนสี่
กลางลานหอเหวินชางทางเหนือของเมือง มีศิลาจารึกหินหยกขาวสูงเก้าฉื่อ ตั้งตระหง่านอยู่ตรงกลาง
หน้าศิลาหันไปทางทิศใต้ รับแสงอุ่นของฤดูใบไม้ผลิ บนยอดศิลาสลักอักษรทองคำเจ็ดตัว
“บันทึกคุณความดีแห่งการจัดการน้ำของชิงเหอ”
ตัวศิลายังว่างเปล่า มีเพียงกรอบเส้นที่วาดด้วยชาดอยู่ด้านบนสุด
รอให้ชื่อแรกถูกจารึกลงไป
แต่เพียงตั้งศิลานี้ไว้กลางลาน บริเวณโดยรอบก็ครึกครื้นไม่ขาดสาย
นับแต่วันที่สี่ซึ่งเริ่มตั้งศิลา หน้าหอเหวินชางก็ราวกับมีงานวัด
คนที่มาชมศิลามีมากกว่าคนที่มาสักการะเทพเหวินฉวี่เสียอีก
ชายชราขายแป้งย่างสองคนยอง ๆ อยู่เชิงศิลา แหงนคอขึ้นมองจนสุด
“ได้ยินหรือไม่? ตระกูลเซวียบริจาคเงินแปดพันก้วน!”
“แปดพันก้วน! แม่เจ้าเอ๊ย ข้าทั้งชีวิตยังเก็บเงินได้ไม่ถึงแปดร้อยอีแปะเลย”
“นั่นเป็นเงินที่เขาให้เอาไปขุดลอกแม่น้ำทั่วชิงเหอ มิใช่โยนลงน้ำให้เสียเปล่าเสียหน่อย”
หญิงวัยกลางคนที่หิ้วตะกร้าอยู่ข้าง ๆ ขยับเข้ามาใกล้
“นายท่านเซวียเป็นคนมีน้ำใจจริง ๆ เตาอุ่นชุดมิตรสหายแห่งเหมันต์ที่ออกมาเมื่อฤดูหนาวปีก่อน สามีข้าซื้อจากร้านของเขา อุ่นสบายยิ่งนัก”
“ตระกูลเซวียร่ำรวยก็จริง แต่คราวนี้ไม่เหมือนกัน นี่เป็นเงินที่ใช้จารึกชื่อบนศิลาคุณความดี! เมื่อสลักลงไปแล้ว ลูกหลานรุ่นต่อ ๆ ไปก็ยังมองเห็น!”
“นั่นสิ หลานชายทางบ้านเดิมของข้าทำงานอยู่ที่ว่าการอำเภอ เขาบอกว่าท่านนายอำเภอชมต่อหน้านายท่านเซวียว่าเป็นคนมีคุณธรรม”
ชายอีกคนที่สวมหมวกงอบหัวเราะหยัน
“พวกเจ้ามองแต่ตระกูลเซวีย ตระกูลหลี่ก็บริจาคแปดพันก้วนเหมือนกัน ทั้งสองตระกูลเสมอกัน ขนาดตัวอักษรก็เท่ากัน”
