สำนักศึกษาลู่หมิง
แสงตะวันยามบ่ายสาดลงบนพื้นอิฐเขียว
โจวปิ่งเหวินเพิ่งอธิบายแนวทางการตั้งประเด็นในคัมภีร์เมิ่งจื่อจบ ก็ยกถ้วยชาขึ้นจิบเพื่อชุ่มคอ
เสียงระฆังเลิกเรียนดังขึ้นพอดี
เหล่าบัณฑิตพากันลุกขึ้นคำนับ ส่งอาจารย์ใหญ่
โจวปิ่งเหวินเพิ่งก้าวพ้นธรณีประตู เซวียหมิงหยางก็ฟุบลงกับโต๊ะเสียแล้ว
“น้องฉือ”
“อืม”
“หัวข้าจะระเบิดอยู่แล้ว ช่วงหลายวันนี้ข้าขยันพอแล้วกระมัง?”
กู้ฉือไม่แม้แต่จะเงยหน้า เพียงเก็บบันทึกลงหีบหนังสือ
“พอหรือไม่ เจ้ารู้แก่ใจมิใช่หรือ?”
“รู้สิ รู้!” เซวียหมิงหยางพลิกตัว เอาคางเกยโต๊ะ “ข้าแค่อยากถามเจ้าเรื่องหนึ่ง”
“ถามมา”
“เจ้าลิงตัวนั้น... ภายหลังถูกขับไล่ไปแล้ว พระสงฆ์จะเป็นอย่างไร?”
มือที่กู้ฉือกำลังเก็บพู่กันชะงักไปเล็กน้อย
เขาเงยหน้ามองเซวียหมิงหยาง
“เจ้าไม่ได้ฟังอาจารย์บรรยายคัมภีร์เมิ่งจื่ออยู่หรือ?”
“ฟังสิ!”
เซวียหมิงหยางเด้งตัวนั่งตรง ตบอกดังป้าบ
“ราษฎรสำคัญที่สุด รองลงมาคือแผ่นดินและศาสนา กษัตริย์สำคัญน้อยที่สุด ข้าจำได้หมด! แต่ข้าก็คิดเรื่องเจ้าลิงไปพร้อมกันได้ คนเรามิได้มีสมองเพียงก้อนเดียวเสียหน่อย”
“เจ้าดูไม่เหมือนคนมีสมองแค่ก้อนเดียวจริง ๆ ดูเหมือนไม่มีสมองเสียมากกว่า”
“...น้องฉือ ปากเจ้าช่างร้ายกาจนัก”
เซวียหมิงหยางขยับก้นไปมา ก่อนล้วงคัมภีร์เมิ่งจื่อยับย่นเล่มนั้นออกจากอก วางลงบนโต๊ะ แล้วโน้มตัวเข้ามากระซิบเสียงเบา
“เมื่อวานเจ้าเขียนตอนใหม่ตั้งสองหน้าไม่ใช่หรือ? ข้าเห็นตะเกียงเจ้าสว่างถึงยามจื่อ เป็นเรื่องราวหลังจากเจ้าลิงถูกขับไล่ไปหรือไม่?”
กู้ฉือปิดหีบหนังสือแล้วลงกลอน
“เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าตะเกียงข้าสว่างถึงยามจื่อ?”
