ตรอกหลังที่ว่าการอำเภอ เรือนพักของเจ้าหน้าที่ฝ่ายการศึกษา
จ้าวโส่วจั๋วนั่งตัวตรงอยู่บนเก้าอี้ไท่ซือ
ในมือประคองถ้วยชาลายครามใบหนึ่ง
ท่ามกลางไอกรุ่นของน้ำชา ใบหน้าที่แฝงความน่าเกรงขามของเขาดูหม่นคล้ำอยู่บ้าง
จ้าวเหวินฮั่นยืนอยู่หน้าโต๊ะหนังสือ
เขาก้มหน้า มือทั้งสองกำชายแขนเสื้อแน่น
“ท่านพ่อ”
“เซวียหมิงหยางเป็นคนเช่นไร ท่านย่อมรู้ดีอยู่แล้วมิใช่หรือ”
“แม้แต่ประโยคในคัมภีร์ต้าเสวียยังท่องได้ไม่คล่อง แล้วจะเขียนบทกวีเช่นนั้นออกมาได้อย่างไร”
น้ำเสียงของจ้าวเหวินฮั่นเจือเพลิงโทสะที่ยากจะข่มกลั้น
พอนึกถึงแววตาของเพื่อนร่วมสำนักที่มองเซวียหมิงหยางในช่วงสองวันนี้ ในใจก็คล้ายมีหินก้อนใหญ่กดทับ
จ้าวโส่วจั๋วเป่าฟองชาบนผิวน้ำ
“เหวินฮั่น ใจเจ้าไม่สงบแล้ว”
“ความสงบนิ่งที่พ่อสอนเจ้ามาตั้งแต่เล็ก ถูกสุนัขคาบไปกินหมดแล้วหรือ”
จ้าวเหวินฮั่นกัดฟัน “ลูกกล้ำกลืนความอัปยศครั้งนี้ไม่ลง”
“บทกวียามสารทนั้นเห็นชัดว่ามีคนเขียนแทน อาจารย์ใหญ่โจวตาฝ้าฟาง ถึงกับให้คะแนนดีเยี่ยมแก่เขา”
“บัดนี้บทกวีนั้นเลื่องลือไปทั่วเมือง กลับกลายเป็นว่าลูกซึ่งเป็นที่หนึ่งของสำนักศึกษาต้องตกเป็นตัวตลก”
จ้าวโส่วจั๋ววางถ้วยชากระแทกลงบนโต๊ะอย่างแรง
เครื่องกระเบื้องกระทบกันดังแกร่ง
จ้าวเหวินฮั่นสะดุ้ง รีบหุบปากทันที
“เจ้าคิดว่ามีเพียงเจ้าที่มองออกว่ามีพิรุธหรือ”
จ้าวโส่วจั๋วแค่นหัวเราะ
“เซวียว่านถังเป็นพ่อค้ากลิ่นเงินคลุ้งกาย”
“ลูกชายของเขามีความสามารถเพียงใด คนทั้งอำเภอชิงเหอล้วนรู้กันดี”
“แต่บทกวีนี้ โจวปิ่งเหวินเชื่อแล้ว ใต้เท้านายอำเภออ่านแล้วยังเอ่ยชมไม่ขาดปาก”
“หากเจ้าออกไปกล่าวหาว่าเขามีคนเขียนแทนในยามนี้ เจ้าจะมีหลักฐานหรือ”
จ้าวเหวินฮั่นอ้าปาก แต่ตอบไม่ออก
เขาไม่มีหลักฐานจริง ๆ
จ้าวโส่วจั๋วเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ “ไม่มีหลักฐานก็จงหุบปากให้สนิท”
“หากเจ้าก่อเรื่องในยามนี้ มีแต่จะทำให้ผู้อื่นเห็นว่าเจ้าใจแคบ ทนเห็นคนอื่นเก่งกว่าไม่ได้”
