เซียวหานอาศัยแสงไฟสลัวจากทางเดิน สำรวจห้องขังในห้วงมิติต่างกาลแห่งนี้
มีเพียงกองฟางแห้ง ถังส้วมหนึ่งใบ พื้นมืดชื้น และอากาศเหม็นอับ นี่คือสิ่งที่นางเห็นและสัมผัสได้ในตอนนี้
ฉันไปทำเวรทำกรรมอะไรไว้ ถึงต้องมาเจอประสบการณ์ชีวิตในคุกสมัยโบราณด้วยตัวเองแบบนี้?
เซียวหานถูกแก้มัดแล้ว แต่ยังยืนนิ่งงันอยู่ในห้องขัง รู้สึกสิ้นหวังกับชีวิตอย่างแท้จริง
แต่ถึงอย่างนั้น นางเพิ่งอายุยี่สิบปี จะให้ลงมือปลิดชีวิตตัวเอง นางก็ทำไม่ลง
สุดท้ายจึงได้แต่ถอดรองเท้าแตะมารองนั่ง เอนตัวพิงประตูคุกซี่กรงที่อยู่ติดทางเดิน จากก่นด่าสวรรค์และผืนดิน ไปจนถึงอ้อนวอนเทพเซียนทั่วหล้าให้ช่วยส่งนางกลับไป แล้วจึงง่วงงุนหลับไป
เซียวหานนอนหลับอย่างไม่สบายตัวเอาเสียเลย จนกระทั่งถูกเสียงหญิงสาวแหลมสูงและดุดันปลุกให้ตื่น
“โอ้โห หลับสบายเสียด้วย”
ถัดมา แม่กุญแจบนประตูห้องขังก็ถูกเปิดออก เซียวหานยังไม่ทันลุกขึ้น ประตูที่นางพิงอยู่ก็ถูกดึงเปิด จนนางหงายหลังล้มลงไปกองกับพื้น
หญิงวัยกลางคนร่างสูงใหญ่กำยำก้มมองเซียวหานจากเบื้องบนสองสามครั้ง ก่อนจะคว้าตัวนางขึ้นมาอย่างกับหิ้วลูกไก่
ยามนี้แสงกลางวันส่องลอดหน้าต่างเล็ก ๆ ด้านบนผนังเข้ามา ทำให้เซียวหานมองเห็นร่างกำยำของอีกฝ่ายได้ชัดเจน
เมื่อประเมินความต่างด้านกำลังระหว่างตนกับอีกฝ่ายแล้ว เซียวหานก็ยอมอยู่นิ่ง ๆ ไม่ขัดขืน ปล่อยให้อีกฝ่ายล้วงค้นตัวนางไปทั่ว
หญิงวัยกลางคนพบว่าบนร่างหญิงสาวผู้นี้ นอกจากของชิ้นเล็ก ๆ รูปร่างประหลาดเปื้อนเลือด ดูคล้ายกุญแจแล้ว ก็ไม่มีอะไรติดตัวอีกเลย ไม่ต้องพูดถึงทองเงินหรืออัญมณี แม้แต่เหรียญทองแดงสักเหรียญก็ไม่มี
“ถุย! จนถึงเพียงนี้ มิน่าถึงได้นอนข้างถนนจนถูกจับเข้ามา”
หัวหน้าผู้คุมหญิงด่าพึมพำไปพลาง ผลักเซียวหานให้ออกไปข้างนอกไปพลาง
เซียวหานถูกพาตัวไปพบชายวัยกลางคนคนหนึ่ง หลังหัวหน้าผู้คุมหญิงพูดจ้ออยู่พักใหญ่ ชายวัยกลางคนก็มองเซียวหานแล้วถามว่า “หากเจ้ามีเงิน หรือมีญาติอยู่ในเมือง ก็รีบบอกมา ให้เขามาไถ่ตัว มิฉะนั้นเจ้าต้องทำงานชดใช้หนี้”
น่าเสียดายที่เซียวหานฟังไม่เข้าใจ ทั้งยังเหนื่อยล้าจนหมดแรงจะใส่ใจอะไรแล้ว นางจึงเพียงส่ายหน้าแทนคำตอบทั้งหมด
ชายวัยกลางคนโบกมือ “พานางไปส่งให้มามาหลิน”
หัวหน้าผู้คุมหญิงจึงพาเซียวหานออกจากคุก เลี้ยวลดไปตามบริเวณนอกเรือนมากมาย กระทั่งเดินเข้าไปในเรือนหลังหนึ่ง
จากนั้นหัวหน้าผู้คุมหญิงก็พาเซียวหานไปพบหญิงชราผู้มีผมเกล้าเรียบร้อยไร้ที่ติและสีหน้าเคร่งขรึม
หัวหน้าผู้คุมหญิงที่ปกติเสียงดังหน้าตาดุดัน บัดนี้กลับพูดจาอ่อนโยน ยิ้มแย้ม พลางกำชับหญิงชราอยู่สองสามคำ ก่อนจะรีบจากไป
หญิงชราที่คนเรียกว่ามามาหลินกวาดตามองเซียวหานสองสามครั้ง เห็นนางเหม่อลอย ดวงตาว่างเปล่า ราวกับไม่ใส่ใจสิ่งใดตรงหน้า ก็ขมวดคิ้วถามว่า “เจ้าไม่รู้กฎห้ามออกจากเรือนยามวิกาลของเมืองหลิงอวิ๋น หรือที่บ้านเกิดเรื่องอันใดขึ้น?”
นางคิดว่าหญิงสาวตรงหน้าคงมีปัญหาขัดแย้งเรื่องความรักระหว่างชายหญิง จึงได้เสียขวัญจนต้องระหกระเหินอยู่ข้างถนน แล้วถูกกองปราบจับกุมส่งเข้าคุก
น่าเสียดายที่เซียวหานฟังคำพูดของนางไม่เข้าใจ จึงทำได้เพียงส่ายหน้าเช่นเดิม
มามาหลินอดพึมพำเสียงเบาไม่ได้ว่า “ล้วนเป็นหญิงโง่งมทั้งนั้น เพื่อบุรุษแล้วถึงกับคิดสั้นเอาชีวิต”
นางยังคงคิดว่าเซียวหานต้องเป็นเช่นนี้เพราะเรื่องรักใคร่แน่นอน
ตอนพูดประโยคนี้ นางเปลี่ยนไปใช้ภาษาอีกแบบหนึ่ง ทว่าเซียวหานกลับหันขวับมามอง ดวงตาเปล่งประกายเจิดจ้าขึ้นมาทันที
“ที่ท่านพูดคือเรื่องคิดสั้นเพราะบุรุษใช่หรือไม่?”
คำพูดเมื่อครู่ของหญิงชราฟังคล้ายภาษาหมิ่นหนาน เซียวหานเคยอยู่ในมณฑลหมิ่นนานถึงห้าปี แม้จะพูดได้เพียงประโยคง่าย ๆ แต่ฟังออกเป็นส่วนใหญ่
หญิงชราเห็นนางจู่ ๆ ก็หายหดหู่ ดวงตาเป็นประกายจ้องมองตน จึงถามอย่างงุนงงว่า “เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”
ประโยคนี้นางพูดด้วยภาษาเดียวกับคนกลุ่มก่อนหน้าอีกแล้ว
เซียวหานรีบกล่าวว่า “ไม่ใช่ ไม่ใช่ ภาษาที่ท่านพูดเมื่อครู่นี้ต่างหาก”
ประโยคนี้นางออกเสียงภาษาหมิ่นหนานได้ไม่ชัดนัก แต่มามาหลินดูเหมือนจะเข้าใจความหมาย จึงถามด้วยภาษาที่ออกเสียงคล้ายภาษาหมิ่นหนานอีกครั้งว่า “ตกลงเจ้าเป็นอะไรกันแน่?”
คราวนี้เซียวหานฟังเข้าใจทั้งหมด นางแทบจะร่ำไห้ด้วยความยินดี
“ข้าฟังภาษาของพวกท่านไม่รู้เรื่องเลย สื่อสารพูดคุยกันไม่ได้สักนิด”
แม้คำบางคำของนางจะออกเสียงภาษาหมิ่นหนานไม่เป็น จึงใช้ภาษากลางแทน แต่อย่างน้อยมามาหลินก็พอเข้าใจความหมายโดยรวม
คนหนึ่งพูดภาษาที่ออกเสียงคล้ายภาษาหมิ่นหนาน ส่วนอีกคนพูดภาษาหมิ่นหนานแบบผิด ๆ ตะกุกตะกัก หลังจากลองสื่อสารกันอยู่พักใหญ่ ในที่สุดทั้งคู่ก็พอเข้าใจความหมายของกันและกันได้
แต่ท้ายที่สุด เซียวหานก็ยังต้องไปทำงานแต่โดยดี
เพราะตอนนี้การอยู่ในจวนเจ้าเมือง ทำงานชดใช้หนี้พร้อมได้อาหารวันละสามมื้อ คือทางเลือกที่ดีกว่าที่อื่นทั้งหมด
