หวังจื่อชงงุนงงจนจับต้นชนปลายไม่ถูก “หมิงเม่ย เธอกำลังเล่นอะไรอยู่เนี่ย?”
หมิงเม่ยหยิบภาพวาดทิวทัศน์ใบที่สองซึ่งเพิ่งซื้อมาเมื่อครู่ออกมา บอกให้พนักงานหลายคนออกไปข้างนอก แล้วล็อกประตูจากด้านใน ก่อนจะยิ้มกริ่มพลางพูดว่า “ทุกคน ฉันเหมือนจะได้ของดีมาแล้วล่ะ”
พอได้ยินหวังจื่อชงก็ลูบคาง “งั้นก็ดีเลย รีบเอามาให้ดูสิ ของดีอะไร?”
หมิงเม่ยคลี่ภาพวาดลงบนโต๊ะ หวังจื่อชง หวงเสวี่ย รวมถึงผู้จัดการต่างก็โน้มตัวเข้ามาดู
“อืม... ภาพวาดทิวทัศน์เหรอ?”
หวงเสวี่ยมองอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนเอ่ยอย่างลังเล
หมิงเม่ยส่ายหน้า แล้วหันไปพูดกับผู้จัดการที่อยู่ข้าง ๆ “ผู้จัดการ คุณพกชุดเครื่องมือมาด้วยใช่ไหม? ขอยืมหน่อยสิ”
ผู้จัดการเองก็ดูไม่ออกเหมือนกัน แต่หมิงเม่ยกับคนอื่นเป็นเจ้านาย เขาจึงไม่กล้าพูดอะไร ได้แต่ส่งชุดเครื่องมือให้เธอ
หมิงเม่ยเปิดชุดเครื่องมือ หยิบใบมีดบาง ๆ ออกมา แล้วลูบคลำตรงมุมทั้งสี่ของภาพวาด
ทั้งสามคนเข้าใจขึ้นมาทันที
“หมิงเม่ย เธอหมายความว่าในภาพนี้มีภาพซ่อนอยู่อีกภาพเหรอ?” หวงเสวี่ยขยับเข้ามาถาม
หมิงเม่ยพยักหน้า ไม่พูดอะไร
อีกสามคนรู้ว่าไม่ควรรบกวนหมิงเม่ย จึงกลั้นหายใจอย่างระมัดระวัง มองเธอค่อย ๆ เลื่อนใบมีดไปตามขอบภาพวาด
ทันใดนั้น ไม่รู้ว่าเธอเฉือนโดนตรงไหน หมิงเม่ยค่อย ๆ ใช้เล็บงัดขึ้น ภาพวาดชั้นบนก็ลอกเผยอขึ้นมา
ทุกคนกลั้นหายใจ มองหมิงเม่ยใช้มีดเล็ก ๆ ค่อย ๆ ขูดกระดาษภาพวาดชั้นบนออกทีละนิด
พอเห็นมุมหนึ่งของภาพที่เผยออกมา ผู้จัดการก็เหมือนมีแสงวาบขึ้นในหัว ตอนนั้นเขาไม่สนแล้วว่าเจ้านายอยู่ตรงหน้า รีบพุ่งเข้าไปข้างโต๊ะช่วยประคองภาพวาดให้หมิงเม่ย
