ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของร้านหรือหมิงเม่ยกับคนอื่น ๆ ต่างก็กลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว
เจ้าของร้านค่อย ๆ ใช้นิ้วปัดสิ่งสกปรกบนหยกออก ก่อนจะประคองหยกสีม่วงขนาดเกือบครึ่งศีรษะด้วยสองมือ พอหยกโผล่พ้นน้ำ แสงใสกระจ่างก็สะท้อนวาบขึ้นมา
ในที่สุดเจ้าของร้านก็ถอนหายใจออกมา ก่อนพูดอย่างตื่นเต้นจนแทบเก็บอาการไม่อยู่ “หยกชนิดปิงจ่ง! แถมยังเป็นหยกสีม่วงกล้วยไม้ชนิดปิงจ่งที่แทบไม่มีลายปุยเลย!”
เสียงฮือฮาดังขึ้นจากกลุ่มคนรอบข้าง
เจ้าของร้านรีบส่งสายตาให้เด็กช่วยงานที่อยู่ข้าง ๆ เด็กคนนั้นก็รีบวิ่งไปหยิบกล่องมา เมื่อเปิดกล่องแล้ว เขาก็หยิบผ้าสีดำเนื้อหนานุ่มออกมาผืนหนึ่ง เจ้าของร้านประคองหยกสีม่วงอย่างระมัดระวัง วางลงบนผ้าสีดำ จากนั้นใช้สองมือประคองผ้าผืนนั้นไปวางหยกสีม่วงลงบนพื้นตรงหน้าหมิงเม่ย ก่อนพูดอย่างตื่นเต้นว่า “คุณหนู! คราวนี้คุณกำไรเละเลยนะ! หยกสีม่วงที่มีเนื้อหยกดีขนาดนี้ ไม่มีรอยร้าว เนื้อชั้นนอกเป็นประกายสดใส โปร่งแสง แถมลายปุยข้างในยังน้อยมาก ใกล้เคียงกับหยกจากเหมืองเก่าเต็มทีแล้ว!”
หมิงเม่ยเองก็ดีใจมาก หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูปหยก ก่อนประคองขึ้นมาดูอย่างละเอียด
หวงเสวี่ยกับหวังจื่อชงก็โน้มหน้าเข้ามาดูด้วย หวังจื่อชงจิ๊ปากสองที “หมิงเม่ย สายตากับฝีมือของเธอนี่จะพูดยังไงดีนะ? เดี๋ยวช่วยดูให้ฉันบ้างได้ไหม ฉันอยากทำกำไลให้แม่สักคู่”
หมิงเม่ยกลอกตา “โห นี่เห็นฉันเป็นเครื่องหาสมบัติอยู่เหรอ? ครั้งนี้แค่บังเอิญเอง เข้าใจไหม?”
หวงเสวี่ยทำหน้าละห้อย “เฮ้อ คนเรานี่ต่างกันจริง ๆ ถ้าฉันมีสายตากับโชคแบบเธอ ป่านนี้คงไม่ต้องโดนพ่อบ่นทุกวันหรอก”
