การเดินทางครั้งนี้ลำบากกว่าที่ใครคาดคิดไว้มาก
ทรายนุ่มยวบ เหยียบลงไปทีไรก็จมครึ่งฟุต เวลายกเท้าขึ้นยังต้องออกแรงดึง
เดินไปได้สักพัก ทรายใต้เท้าก็เริ่มร้อน ร้อนทะลุพื้นรองเท้าขึ้นมา ราวกับกำลังเหยียบก้นหม้อที่เพิ่งเผาไฟ
ดวงอาทิตย์ลอยอยู่เหนือศีรษะ แผดเผาลงมาตรง ๆ จนปากกับจมูกแห้งผาก ลมหายใจที่สูดเข้าไปร้อนเหมือนออกมาจากเตา
หมีแยกปฐพีเดินนำอยู่หน้าสุด
มันพาดกระบี่เล่มยักษ์บนหลังมาวางขวางไว้ แล้วลากคมกระบี่ไปบนผืนทราย กดสันทรายตลอดทางให้ราบเรียบ ฝืนสร้างทางขึ้นมาเส้นหนึ่ง
ทั้งสามคนเดินตามหลัง พื้นใต้เท้าแน่นกว่าก่อนหน้านี้เล็กน้อย
“แกก็พอมีประโยชน์อยู่บ้างนี่” ชายร่างอ้วนพูด
“ฉันก็มีประโยชน์อยู่แล้ว” หมีแยกปฐพีตอบโดยไม่หันกลับมา
“ฉันสู้สิบคนได้สบาย”
“เดินให้จบทริปนี้ก่อนค่อยพูด”
ระหว่างทางพวกเขาเจอพายุลูกหนึ่ง
ทรายถูกพัดลอยขึ้นมา กลายเป็นกำแพงสีเหลืองเคลื่อนจากเส้นขอบฟ้าเข้ามาเฉียง ๆ กลบแสงอาทิตย์จนกลายเป็นแสงสีขาวขุ่นพร่าเลือน
ทั้งสามรีบย่อตัวลงพร้อมกัน ใช้ผ้าคลุมปิดศีรษะกับใบหน้า นั่งหมอบอยู่นานถึง 15 นาที กว่าลมจะสงบ พวกเขาก็มีทรายเต็มหัว ทั้งในหู และตามซอกเกราะ
ผีผีหลงถ่มน้ำลายออกมา
ในน้ำลายก็มีทรายปนอยู่ด้วย
“ที่บ้าอะไรเนี่ย”
มันขยี้ตาพลางมองไปทางใต้
“บ้านที่เหยี่ยวสวรรค์พูดถึง ทำไมยังไม่เห็นสักที”
ชายร่างอ้วนเงยหน้าขึ้น
“อยู่ข้างหน้า” เขายื่นมือชี้ไป
สันทรายทอดต่อกันเป็นแนวยาว หลังแนวที่ไกลที่สุดมีแสงสีขาวจาง ๆ โผล่ให้เห็น
ฝีเท้าของทั้งสามคนเร็วขึ้นทันที
เมื่อข้ามสันทรายไปอีกสองแนว สิ่งนั้นก็เผยให้เห็นทั้งหลัง
หูจิ้งจอกหยุดเดิน
ตรงนั้นเป็นกลุ่มอาคารขนาดใหญ่ สีขาวซีดทั่วทั้งหลัง มีสีเทาปนอยู่เล็กน้อย
ด้านหน้าตั้งตระหง่านเป็นแนวราบ มุมทั้งสี่ไม่ใช่มุมฉาก แต่สอบเข้าด้านในจนถึงยอด กลายเป็นปลายแหลมเรียวเล็ก