ทั้งสองหยอกล้อกันอยู่สองสามประโยค จู่ ๆ เจ้าหมูก็นึกเรื่องสำคัญขึ้นมาได้
“จริงสิ พี่เยี่ยน จะไปต่อกันไหม?”
ติงเยี่ยนหลุบตาลง เหลือบมองตัวอักษรเล็ก ๆ บนรังไหมแสง เหลือเวลาอีกสองร้อยสามสิบกว่าชั่วโมง
เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง
“เดี๋ยวฉันมีธุระนิดหน่อย นายเล่นเองไปก่อนนะ”
“ได้เลย” เจ้าหมูไม่ได้ถามต่อ ยกมือมาตบไหล่เขาเบา ๆ
“งั้นฉันไปก่อนนะ”
แสงสีขาววาบขึ้น ลานกว้างก็เหลือติงเยี่ยนเพียงคนเดียวอีกครั้ง
เขายืนนิ่งอยู่กับที่ครู่หนึ่ง ก่อนยกข้อมือเปิดคลังเก็บของ หยิบซากหญ้าจือหลินออกมาเก็บแนบตัว จากนั้นกดเปิดพิกัดที่บันทึกไว้ แล้วเลือกอันแรก
ที่นั่นคือห้องนิรภัยที่เขาเตรียมไว้โดยเฉพาะ ใช้เก็บของ พักแรมและฟื้นฟูสภาพ ทุกอย่างอยู่ที่นั่น บนแท่นลอยฟ้ามีผู้คนเข้าออกพลุกพล่าน เรื่องหลายอย่างทำที่นั่นไม่ได้
แสงสีขาววาบขึ้น
พอลืมตาอีกครั้ง แผ่นหินสีขาวใต้เท้าก็กลายเป็นพื้นซีเมนต์เก่าคร่ำครึ รอบด้านมีผนังเตี้ยสูงแค่ครึ่งตัว บนขอบกำแพงมีราวเหล็กที่เขาเชื่อมเองตั้งพาดอยู่ สนิมเกรอะกรัง
ดาดฟ้าชั้นบนสุดของอาคารพักอาศัย
ยามโพล้เพล้กำลังเคลื่อนจากขอบเมืองเข้ามาปกคลุม กลุ่มอาคารไกลออกไปกลายเป็นเงาดำ ลมจากปลายถนนพัดกรูขึ้นมาบนดาดฟ้า กวาดใบไม้แห้งที่มุมหนึ่งให้ปลิวไป หน้าต่างแตกบานหนึ่งที่ชั้นล่างถูกลมกระแทกจนส่งเสียงดังโครมคราม
ติงเยี่ยนไม่ได้รีบร้อนทำอะไร
เขาเดินไปที่ประตูดาดฟ้าก่อน มองกุญแจบนประตู เส้นผมที่เขาสอดทิ้งไว้ตรงรูกุญแจยังอยู่ในสภาพเดิมทุกประการ
จากนั้นก็ตรวจดูกองอิฐที่เขาเรียงไว้ตรงโคนกำแพงเตี้ย มุมที่อิฐก้อนที่สามเอียงอยู่ยังไม่เปลี่ยนไปแม้แต่น้อย
