ยามพลบค่ำ ธงผืนใหญ่ของกิลด์รุ่งโรจน์ ณ ที่มั่นถูกแสงตะวันย้อมขอบเป็นสีทอง
ฉินเหยาเดินลึกเข้าไปตามทางดินด้านในแนวรั้ว ลูกกวางตัวน้อยบนไหล่นอนหมอบนิ่ง เขาอ่อนสองจุดสั่นไหวเบา ๆ ตามจังหวะฝีเท้า
สนามฝึกเงียบเหงากว่าทุกวัน
ปกติในเวลาเช่นนี้ เสียงปืนจะดังไม่ขาดสาย เสียงตะโกนสั่งฝึกดังไล่กันเป็นทอด ๆ แต่วันนี้กลับเหลือเพียงครึ่งสนามที่มีคนเข้าแถว จำนวนคนไม่ถึงครึ่งของปกติ แม้แต่คนตะโกนสั่งก็เปลี่ยนไป
การเดินทางไปภูเขาศักดิ์สิทธิ์ครั้งนั้น กองกำลังชั้นยอด 30 คน มีเพียง 7 คนที่เดินลงจากเขามาได้ทั้งเป็น
อีก 23 คนฟื้นคืนชีพที่ลานเมฆา ส่วนอุปกรณ์ก็ถูกเพื่อนร่วมทีมที่รอดชีวิตเก็บรวบรวมกลับมา
เมื่อตายหนึ่งครั้ง ค่าสถานะจะลดลง 0.1~0.3 พื้นฐานที่สะสมมาตลอดครึ่งเดือนหายไปเกือบหมด
ใต้กำแพง เจ้าหน้าที่หลายคนกำลังคัดลอกรายชื่อไปยังแผ่นไม้ที่เพิ่งตั้งขึ้นใหม่ บนกระดานเต็มไปด้วยชื่อ แต่ละชื่อมีตัวเลขต่อท้าย เป็นแต้มแลกเปลี่ยนที่กิลด์ชดเชยให้ ประเมินตามค่าสถานะที่ลดลงและอุปกรณ์ที่เสียหายของแต่ละคน
มีคนล้อมอยู่หน้าแผ่นไม้ไม่น้อย แต่ไม่มีใครพูดอะไร
ฉินเหยาหยุดยืนหน้ากระดาน สายตากวาดผ่านชื่อแรกที่อยู่บนสุด
หงอู่
อีกฟากของสนาม หงอู่กำลังยืนอยู่ที่จุดยิงเป้า
ยิงทีละนัดอย่างมั่นคงและเชื่องช้า
เขาตายไปครั้งหนึ่ง ค่าสถานะลดลง 0.2 ตอนนี้จึงต้องฝึกฝนใหม่ตั้งแต่ต้น
ฉินเหยามองอยู่ไกล ๆ โดยไม่เข้าไปรบกวน
“พี่เหยา”
มีคนวิ่งเหยาะ ๆ เข้ามาจากด้านหลัง ชายหนุ่มสวมอุปกรณ์แวววาว เป็นลู่เจิง หนึ่งในคนรุ่นใหม่ที่มีตำแหน่งโดดเด่น
“คุณหนูรอพี่อยู่ที่ศาลาริมน้ำ ตามสองครั้งแล้วครับ”
“รู้แล้ว” ฉินเหยาพยักหน้า
“แล้วทางหอยาล่ะ?”
“ดับเตาแล้วครับ” ลู่เจิงลดเสียงลง
“ซากร่างทั้งสองถูกผนึกไว้ในคลังตามสภาพเดิม ทางกิลด์สั่งห้ามใครแตะต้อง”
ทั้งคู่เดินเคียงกันเข้าไปด้านใน ลู่เจิงเหลือบมองสีหน้าของเธอ ก่อนจะอดถามไม่ได้
“พี่เหยา ลือกันไปทั่วแล้วว่าความสามารถของคุณหนูตื่นขึ้นมาแล้วใช่ไหมครับ?”
