วันที่สอง ฟ้ายังไม่ทันสางดี เฉินอวี้เซียงก็ตื่นแล้ว
นี่เป็นนิสัยที่นางฝึกฝนมาหลายสิบปี เสียงไก่ขันครั้งแรกต้องลุกขึ้น มิเช่นนั้นจะทำอาหารเช้าให้คนทั้งบ้านไม่ทัน
นางสวมเสื้อผ้าอย่างเบามือ คลำทางในความมืดหมายจะเดินออกไป วันนี้บุตรชายคนโตมีภรรยาแล้ว ตามหลักแล้ว งานครัวควรตกเป็นของสะใภ้ใหม่ แต่พอคิดถึงความดุดันของหวังจินจูเมื่อวาน และใบหน้าเหี้ยมเกรียมของแม่สามี จิตใจของนางก็กระวนกระวาย
เด็กอย่างจินจูนั้น นิสัยตรงไปตรงมา ย่อมไม่ยอมทนอารมณ์แม่สามีแน่ แต่ว่าหากวันแรกสะใภ้ใหม่ไม่ยอมตื่นมาทำครัว เรื่องแพร่งพรายออกไปชื่อเสียงก็ฟังไม่ดีเอา ตัวนางในฐานะแม่สามี ก็ช่วยผ่อนหนักเป็นเบาดีกว่า
นางเพิ่งเดินถึงประตู เปิดประตูออกไป ก็มีเสียงเกียจคร้านดังมาปะทะ
“ท่านแม่ จะไปไหนกัน”
เฉินอวี้เซียงตกใจ กลับเห็นหวังจินจูไม่รู้ว่าตื่นตั้งแต่เมื่อไหร่ ยืนอยู่ในลานบ้านแล้ว ท่ามกลางแสงสลัว มองหน้าไม่ชัด
“จินจู เจ้าตื่นแล้วรึ” เฉินอวี้เซียงรู้สึกละอายแก่ใจอยู่บ้าง “ข้า…ข้าจะตื่นไปทำอาหารเช้าให้ทุกคน”
“ทำอาหารอะไรกัน” หวังจินจูหาวหวอดหนึ่ง “ฟ้ายังไม่สางเลย กลับไปนอนเถอะ วันนี้ใครก็อย่าหวังจะตื่นมาทำครัวเชียว”
“หา” เฉินอวี้เซียงตะลึงงัน “อย่างนี้จะได้อย่างไร คนทั้งบ้านรอกินข้าวอยู่ โดยเฉพาะเจ้า…เจ้าเป็นสะใภ้ใหม่ วันแรก…”
“วันแรกแล้วอย่างไรเล่า หลิวอีอีก็วันแรกเหมือนกัน! เหตุใดข้าต้องตื่นไปทำครัวให้พวกเขา เพื่อให้พวกเขาคิดว่าหวังจินจูเป็นลูกพลับอ่อนที่บีบขยี้ได้ง่าย” หวังจินจูขยับเข้าใกล้เฉินอวี้เซียง แล้วผลักนางกลับเข้าไปในห้อง
“ท่านแม่ เชื่อข้า ตั้งแต่วันนี้ไป ครอบครัวใหญ่ของเรา จะไม่เป็นวัวแก่แบกงานของบ้านนี้อีกแล้ว เหตุใดเราต้องตื่นแต่เช้าตรู่ทำงานหามรุ่งหามค่ำ ส่วนพวกครอบครัวรองก็นั่งรอรับผลประโยชน์ เรื่องทำครัวนี้ ก็เช่นกัน” น้ำเสียงของหวังจินจูไม่ดัง แต่แฝงไว้ด้วยความมุ่งมั่นที่ไม่อาจโต้แย้งได้
“แต่ว่า…ย่าของเจ้า…” เฉินอวี้เซียงยังวางใจไม่ลง
“นางจะด่าก็ปล่อยให้นางด่าไปเถิด อย่างไรก็ไม่เสียเนื้อสักชิ้น” หวังจินจูพูดอย่างไม่ใส่ใจ “ท่านก็นอนอย่างสบายใจเถิด วันนี้อาหารเช้านี้ ใครอยากทำก็ทำไป อย่างไรพวกเราไม่ทำ”
เฉินอวี้เซียงถูกบุตรสะใภ้พูดเอาเป็นต่อยหอย นางนึกถึงความคับแค้นและไม่สมยอมที่สะสมมาหลายปี กลับถูกคำพูดไม่กี่คำของหวังจินจูปลุกกระตุ้นขึ้นมา
ใช่แล้ว เหตุใดกันเล่า
เหตุใดนางกับสามีต้องทำงานหนักเหน็ดเหนื่อยแทบตาย ส่วนสองสามีภรรยาครอบครัวรองได้แต่นอนจนตะวันโด่งทุกเมื่อเชื่อวัน เหตุใดเฉินเทียนฟางบุตรชายของนางต้องเข้าป่าล่าสัตว์ เงินที่หาได้ต้องส่งให้ส่วนกลาง ส่วนบุตรชายครอบครัวรองอ่านตำราใช้เงินราวกับน้ำไหล
เพียงเพราะพวกเขาคลอดบุตรที่อ่านตำราเก่งกระนั้นรึ
เฉินอวี้เซียงนอนอยู่บนเตียง กลับไปกลับมา ในใจปั่นป่วน กลับไม่ได้ลุกขึ้นมาอีกจริง ๆ
ท้องฟ้าค่อย ๆ สว่าง
ในลานบ้านก็เริ่มมีเสียงเคลื่อนไหว
ประตูห้องตะวันออกดัง “เอี๊ยด” หนึ่งครั้งเปิดออก ไท่ไท่สวมเสื้อผ้าเดินออกมา มองไปทางครัวตามความเคยชิน
ในครัวเงียบสงัด ไร้แม้แต่ควันไฟ
ใบหน้าของไท่ไท่เหยียดยาวลงทันที
หวังจินจูผู้นี้ ช่างกล้าจริง! ให้นางทำครัว นางกลับกล้านอนตื่นสาย!
นางส่งเสียง “ฮึ” หนักแน่นครั้งหนึ่ง ก็ไมไปเรียก กลับยกม้านั่งน้อยมาวางกลางลาน นั่งรอดูละครดี ๆ นางจะดูว่า อีกประเดี๋ยวทุกคนตื่นกันหมดแล้ว พบว่าไม่มีข้าวกิน หน้าของหวังจินจูจะเอาไปไว้ที่ไหน!
จากนั้น ประตูครอบครัวรองก็เปิดออกด้วย สองสามีภรรยาเฉินหยางและเฉินซิ่วเฟินยืดเส้นยืดสายเดินออกมา
“เอ๋ วันนี้ยังไม่ทำข้าวอีกหรือ” เฉินซิ่วเฟินขยี้ตา ถามอย่างประหลาด
ไท่ไท่พูดเสียดสีว่า “จะทำข้าวอะไรกัน สะใภ้ใหม่คนอื่นน่ะล้ำค่ายิ่งนัก พระอาทิตย์ไม่ส่องถึงก้นไม่ยอมตื่น พวกเราก็คอยไปเถิด”
เฉินซิ่วเฟินฟังก็เข้าใจ แม่สามีจะให้บทเรียนอันสะท้านสะเทือนแก่หลานสะใภ้ใหม่ นางกลอกตาคลอกหนึ่ง แล้วเสริมตะกั่วต่างดีบุก: “โอ๊ย ท่านแม่ จะให้ได้อย่างไรกัน สะใภ้ใหม่วันแรกก็มัวนอนตื่นสาย ถ้าเรื่องแพร่งพรายออกไป หน้าตาตระกูลเฉินของเราจะเอาไว้ที่ไหน ไหนจะอีกเล่า ซูเยี่ยนน่ะตัวสูงค่าล้ำเลิศ ยามเช้าหิวไม่ได้ ยังต้องทบทวนตำรา”
“นั่นสิ!” ไท่ไท่ตบเข่าฉาดใหญ่ “เดี๋ยวคอยดูข้าด่ามัน!”
ไม่นาน เฉินซูเยี่ยนก็เดินหาวหวอดออกมาจากห้อง เขาสวมชุดยาวเนื้อสะอาด หวีผมเรียบลื่นเป็นระเบียบ ดูภูมิฐานส่ง่างาม
“ท่านแม่ เหตุใดยังไม่มีข้าวกินเลย ท้องข้าหิวแล้ว” เขาขมวดคิ้ว สีหน้าไม่พอใจยิ่ง
“เร็วแล้ว เร็วแล้ว พี่สะใภ้ใหญ่คนใหม่ของเจ้ายังไม่ตื่นเลย” ไท่ไท่อดทนกลั้วกล่อมหลานชายแก้วตาดวงใจ
ชั่วขณะเดียว ในลานบ้านก็เต็มไปด้วยผู้คน สองตายายตระกูลเฉิน ครอบครัวรองสี่คน ต่างจ้องมองไปที่ประตูห้องครอบครัวใหญ่ด้วยสายตารอคอย คอยดูว่าเมื่อหวังจินจูออกมาแล้วจะเก็บงานอย่างไร
ครู่หนึ่งผ่านไป ประตูครอบครัวใหญ่ก็เปิดออกในที่สุด
ผู้ที่อกมาคือเฉินฉือ เขาเห็นขบวนใหญ่ในลานบ้าน ใจก็ “ตึกตัก” หนึ่งครั้ง ตั้งใจจะก้าวไปทางครัวโดยไม่รู้ตัว
“หยุด!” ไท่ไท่ตวาดเสียงกร้าว “เจ้าใหญ่ ภรรยาของเจ้าล่ะ หลานสะใภ้ดีเด่นของเจ้านั่นล่ะ นี่มันเวลาใดแล้ว ยังหลบอยู่ในห้องไม่ออกมา จะให้ทั้งบ้านหิวท้องรอนางคนเดียวงั้นรึ”
เฉินฉือถูกด่าจนไม่กล้าเงยหน้า ถูมือไปมา ไม่รู้จะพูดอะไร
ทันใดนั้น เฉินอวี้เซียงและเฉินเทียนเวยก็เดินออกมาจากห้องด้วย ทั้งคู่มีสีหน้าตึงเครียด
“ท่านแม่ ข้า…” เฉินอวี้เซียงอยากอธิบาย
“หุบปาก! ที่นี่ไม่มีที่ให้เจ้าพูด!” ไท่ไท่ไม่ยอมให้นางมีโอกาส “หวังจินจูล่ะ! ให้นางกลิ้งออกมาเดี๋ยวนี้!”
สิ้นเสียง หวังจินจูก็เดินหาวหวอด เอื่อยเฉื่อยออกมาจากห้อง เบื้องหลังนาง มีเฉินเทียนฟางที่เพิ่งตื่นนอนตามมาด้วย
หวังจินจูกวาดสายตามองผู้คนรอบลาน ถามทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่า “โอ้ว ตื่นเช้ากันเสียจริง ยืนอยู่ที่นี่ทำอะไรกันหนอ คอยดูพระอาทิตย์ขึ้นรึ”
ท่าทางเรื่อยเปื่อยของนาง จุดโทสะของไท่ไท่ให้ลุกโชนอย่างสมบูรณ์
“หวังจินจู!” ไท่ไท่ลุกขึ้นพรวดจากม้านั่งน้อย ชี้นิ้วไปที่หน้านางพลางด่า “อีหญิงขี้เกียจ! เจ้าดูเวลาเดี๋ยวนี้สิ! ทั้งบ้านหิวท้องกิ่ว เจ้าดีนัก นอนเสียจนป่านนี้! ตระกูลเฉินเราแต่งภรรยามา มิได้แต่งบรรพบุรุษมา! เร็วเข้า กลิ้งไปครัวทำกับข้าวเดี๋ยวนี้!”
เผชิญหน้ากับเสียงคำรามของไท่ไท่ หวังจินจูไม่แม้แต่จะยอมกระดิกเปลือกตา
นางเดินไปยังตุ่มน้ำข้างลาน ตักน้ำครึ่งกระบวย เริ่มชำระล้างใบหน้าอย่างไม่สนใจผู้ใด
ท่าทีเฉยเมยนี้ ยิ่งกว่าการโต้เถียงใด ๆ ทำให้ไท่ไท่คลุ้มคลั่ง
“เจ้า…เจ้าได้ยินไหม! ข้าบอกให้เจ้าไปทำครัว!” ไท่ไท่โกรธจนตัวสั่น
หวังจินจูบ้วนปาก พ่นน้ำทิ้ง แล้วค่อย ๆ หันกายอย่างเนิบนาบมา มองนาง แล้วยิ้ม
“ท่านย่า คำพูดนี้ข้าไม่เข้าใจ ใครกำหนดว่าสะใภ้ใหม่วันแรกต้องทำครัว ข้าแต่งกับเฉินเทียนฟาง เป็นภรรยาครอบครัวใหญ่ จะให้เป็นป้ามอมทุกคนในบ้านหรือ เหตุใดต้องให้ข้าคนเดียวปรนนิบัติผู้คนมากมายทั้งบ้าน”
“แต่โบราณมาก็เป็นกฎข้อนี้! พี่สะใภ้ใหญ่เปรียบดั่งมารดา เจ้าก็ควรปรนนิบัติพวกเรา!” ไท่ไท่ตะเบ็ง
“โอ้ พี่สะใภ้ใหญ่เปรียบดั่งมารดารึ” หวังจินจูเลิกคิ้ว สายตาหันไปยังเฉินซิ่วเฟินแห่งครอบครัวรอง “เช่นนั้นท่านอาสะใภ้ก็ควรกตัญญูต่อแม่ของข้าเสมือนมารดาใช่ไหม ต่อนี้ไปพบแม่ของข้าควรคารวะทักทายหรือไม่ งานบ้านงานเรือนควรแย่งกันทำหรือไม่”
เฉินซิ่วเฟินถูกมองจนพูดไม่ออก หน้าเขียวคล้ำ รีบถอยกรูดไปด้านหลัง
“เจ้า…เจ้านี่เถียงคำไม่ตกฟาก!” ไท่ไท่โกรธจนควันออกหู
“ข้าเถียงคำไม่ตกฟากอย่างไร” หวังจินจูก้าวทีละก้าวไปตรงหน้านาง ตัวสูง รูปร่างก็กำยำกว่าไท่ไท่ สร้างความรู้สึกกดดันขึ้นมาทันที
“ข้าถามเจ้า บ้านนี้ แบ่งครอบครัวใหญ่และครอบครัวรองใช่หรือไม่”
ไท่ไท่ตะลึงงัน: “ใช่แล้วอย่างไร”
“เมื่อแบ่งครอบครัวใหญ่ครอบครัวรอง เช่นนั้นพวกเรามาคุยกันให้รู้เรื่อง ครอบครัวใหญ่ของเรา พ่อสามีแม่สามีลงนา สามีของข้าล่าสัตว์ ตลอดปีทำงานเหน็ดเหนื่อย เงินที่หามาได้ ส่งให้เจ้าหมดใช่หรือไม่”
สายตาของไท่ไท่วาบวาวครั้งหนึ่ง ไม่ปริปาก
“ครอบครัวรองเล่า ท่านอาท่านอาสะใภ้เที่ยวเตร่ไปวัน ๆ ว่างงานตลอดปี เฉินซูเยี่ยนอ่านตำราเป็นหลุมไร้ก้น เงินที่ใช้ ก็เอามาจากเจ้าใช่หรือไม่”
“ซูเยี่ยนอ่านตำราก็เพื่ออนาคตของตระกูลเฉินเรา!” ไท่ไท่เกร็งคอเถียงข้าง ๆ คู ๆ
“ได้ เรื่องอนาคตพวกเราพักไว้ก่อน พวกเรามาคุยเรื่องทำครัวกัน” น้ำเสียงของหวังจินจูสูงขึ้นทันใด “ก่อนหน้านี้เป็นแม่สามีของข้าทำคนเดียว นางใจดี ไม่คิดเล็กคิดน้อย บัดนี้ข้าเข้าบ้านมาแล้ว เรื่องนี้ต้องสะสางใหม่ เหตุใดคนครอบครัวใหญ่ของเรา ทั้งออกเงินทั้งออกแรง เสร็จแล้วยังต้องปรนนิบัติพวกคนว่างงานครอบครัวรองอีก ใต้หล้านี้มีเหตุผลเช่นนี้หรือ”
นางมองทุกคนในลาน เน้นทีละคำว่า “วันนี้ข้าขอวางวาจาไว้ตรงนี้ อาหารนี้ ข้าทำคนเดียว เป็นไปไม่ได้ อยากกินข้าว ก็ได้ นับแต่วันนี้ไป ครอบครัวใหญ่ ครอบครัวรอง ผลัดเวรกันทำ บ้านละวัน ใครก็อย่าหวังเอาเปรียบใคร วันนี้ถึงเวรใครแล้ว”
ผลัดเวรทำครัว
สี่คำนี้ สำหรับไท่ไท่และคนครอบครัวรองแล้ว ช่างเป็นเรื่องประหลาดเหลือเชื่อยิ่งนัก
ในบ้านนี้ ครอบครัวใหญ่ทำงาน ครอบครัวรองเสวยสุข นี่เป็นกฎที่ฝังลึกลงในกระดูกดำเสียแล้ว เมื่อไหร่กันจะ轮到บุตรสะใภ้ใหม่มาแกว่งเท้าหาชี้ชะตา แถมยังจะเปลี่ยนกฎเสียอีก