ฉันรู้สึกโล่งใจที่หลีโหยวยังมีสติและคิดได้อย่างชัดเจน แต่ก็เจ็บปวดแทนเธออย่างสุดหัวใจ คำปลอบโยนฟังดูช่างไร้ความหมาย สิ่งเดียวที่ฉันทำให้เธอได้ ก็คือทำให้เหอคังต้องชดใช้
หลีโหยวเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยว่า “ได้ ในเมื่อเขาทรยศฉันแล้ว ฉันก็ไม่มีอะไรให้ต้องห่วงหาอาลัยอีก อี้อี้ เธอบอกฉันอย่างไร ฉันก็จะทำตามนั้น”
ฉันกับหลีโหยวคุยกันในห้องพักผู้ป่วยอยู่พักหนึ่ง จึงได้รู้ข้อมูลของเหอคังอย่างละเอียดขึ้น
ครอบครัวของเหอคังมีฐานะปานกลางค่อนไปทางลำบาก บ้านเกิดอยู่ในหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง แต่เขาขยันเรียนมาตั้งแต่เด็ก ทั้งยังหัวดี จึงสอบเข้ามหาวิทยาลัยดี ๆ ได้ หลังเรียนจบก็เข้าทำงานที่บริษัทปัจจุบัน ช่วงนี้มีโอกาสสูงที่จะได้เลื่อนตำแหน่งด้วย
สำหรับเหอคังแล้ว งานในตอนนี้สำคัญที่สุด เป็นรากฐานที่ทำให้เขายังใช้ชีวิตต่อไปในเมืองเอได้ หากเสียงานนี้ไป เขาก็ไม่แน่ว่าจะหางานที่ดีกว่านี้ได้อีก
หลีโหยวยังบอกฉันด้วยว่า พ่อแม่ของเหอคังเพิ่งอายุห้าสิบสามสี่ปี แต่กลับไม่ทำอะไรเลยในบ้าน ค่าใช้จ่ายทั้งหมดอาศัยเงินที่เหอคังส่งกลับไปให้ ทว่าหลีโหยวไม่เคยคิดเล็กคิดน้อยกับเรื่องพวกนี้ ตัวเธอเองก็ไม่ได้ขาดเงิน การให้เงินพ่อแม่สามีในอนาคตบ้างจะเป็นอะไรไป
เพิ่งคุยกันจบ เติ้งจิงเอ๋อร์กับคนอื่น ๆ ก็กลับมา
“แม่!” พอเห็นแม่ของตัวเอง น้ำตาของหลีโหยวก็ร่วงเผาะลงมาทันที
แม่ของหลีโหยวรีบเข้าไปหา แววตาเต็มไปด้วยความสงสาร
