“ฉันจะหาทางเอง” กู้ชิงผิงปลอบน้องชาย “ตอนนี้เราสองคนไม่มีญาติพี่น้องให้พึ่งพาเลย ถ้าหวังซื่อรู้ว่าของหายไป ต้องตามหาเราแน่ ต่อให้หนีจากหวังซื่อมาได้ในยุคที่บ้านเมืองวุ่นวายแบบนี้ ชีวิตเราก็คงลำบาก มีแต่อำนาจของจวนผู้บัญชาการเท่านั้นที่จะทำให้เราใช้ชีวิตอย่างสงบได้”
ระหว่างพูดคุยกัน สองพี่น้องก็เดินมาถึงท่าเรือแล้ว
กู้ชิงผิงพบคนเรือเฒ่าที่ติดต่อไว้เมื่อหลายวันก่อนในจุดเปลี่ยว จ่ายค่าเรือเพิ่มเป็นสามเท่า แล้วขึ้นเรือลำเล็กข้ามแม่น้ำ
เรือลำน้อยโคลงเคลงอยู่บนผืนน้ำมืดสนิท แต่สองพี่น้องรู้สึกอุ่นใจขึ้นบ้าง อย่างไรก็หนีออกมาได้แล้วในที่สุด
พอขึ้นฝั่ง ทั้งสองไม่กล้าหยุดพักแม้แต่น้อย คอยถามทางไปตลอดทาง เร่งเดินทางทั้งกลางวันกลางคืนติดต่อกันสามวันเต็ม กู้ชิงผิงฝืนประคองตัวด้วยกำลังใจ กินเสบียงแห้ง ดื่มน้ำเย็น ในที่สุดก็เห็นกำแพงเมืองหนิงเฉิงสูงตระหง่านอยู่ไกล ๆ
กู้ชิงผิงดีใจจนแทบเก็บอาการไม่อยู่ “ชิงอัน ดูสิ พวกเราใกล้ถึงแล้ว!”
กู้ชิงอันหอบหายใจ “ในที่สุด...ก็ใกล้ถึงแล้วเหรอ?”
ร่างกายของกู้ชิงอันอ่อนแออยู่แล้ว หลังเดินทางต่อเนื่องมาหลายวันก็แทบจะทนไม่ไหว
ทว่าความหวังกลับพังทลายลงในเวลาไม่นาน หนิงเฉิงประกาศปิดเมือง
ทหารเฝ้าประตูเมืองเข้มงวดมาก พวกเขาซักถามคนที่จะเข้าเมืองอย่างละเอียด ไม่เพียงต้องมีเหตุผลที่หนักแน่นพอ ยังต้องมีคนในเมืองรับรองด้วย
กู้ชิงผิงลอบคิดคำนวณ เธอพูดไม่ได้ว่าตัวเองเป็นญาติห่าง ๆ ของฮูหยินผู้บัญชาการ เพราะแม้แต่ชื่อของฮูหยินผู้บัญชาการเธอก็ยังไม่รู้ และทหารยามก็คงไม่ช่วยตามหาฮูหยินผู้บัญชาการมาเป็นผู้รับรองให้เธอ
กู้ชิงผิงเฝ้าสังเกตอยู่ข้าง ๆ เป็นเวลานาน จึงเห็นว่ามีคนพยายามใช้เงินติดสินบนเพื่อให้ได้เข้าเมือง แต่ก็ถูกปฏิเสธทั้งหมด
เคราะห์ซ้ำกรรมซัด กู้ชิงผิงคิดจะให้เงินคนที่เข้าเมืองได้ เพื่อขอให้ช่วยหาผู้รับรองให้หลังเข้าไปแล้ว แต่วิธีนี้คงต้องใช้เวลาสักหน่อย
เธอต้องหาคนที่เข้าเมืองได้ก่อน แล้วคนนั้นก็ต้องเต็มใจช่วย ไม่ใช่รับเงินไปแล้วไม่ทำอะไร จากนั้นยังต้องหาทางให้เขาช่วยหาผู้รับรองและพาเธอเข้าเมืองอีก
กู้ชิงผิงลอบกวาดตามองคนที่กำลังจะเข้าเมืองรอบ ๆ พลางพิจารณาว่าใครดูเป็นมิตรบ้าง
จู่ ๆ เธอก็เห็นเงาร่างคุ้นตา ที่แท้เป็นหลานชายห่าง ๆ ของหวังซื่อ เขาพาคนรับใช้หลายคนที่หน้าตาดุดันมาด้วย กำลังมองหาอะไรบางอย่างอยู่ตรงประตูเมือง
หวังซื่อตอบสนองเร็วขนาดนี้เชียวหรือ ถึงกับส่งคนตามมาทันแล้ว!
ข้างหน้าก็เข้าเมืองหนิงเฉิงไม่ได้ ข้างหลังก็มีคนไล่ตามมาถึงแล้ว
เธอโอบน้องชายแทรกเข้าไปในฝูงชน กดหมวกสักหลาดลงต่ำ จึงหลบพ้นไปได้ชั่วคราว
เธอตั้งใจฟังข่าว จึงค่อย ๆ ปะติดปะต่อข้อมูลเกี่ยวกับจวนผู้บัญชาการได้บ้าง
ช่วงหลายปีมานี้แม่ทัพน้อยกำลังรุ่งเรือง ชื่อเสียงแทบจะทัดเทียมผู้บัญชาการ การปิดเมืองครั้งนี้ก็เป็นคำสั่งของเขา เขาเข้มงวดกับการควบคุมกองทัพอย่างยิ่ง การลอบเข้าเมืองแทบเป็นไปไม่ได้ ช่วงหลายวันนี้เขาออกจากเมืองมาตรวจตราด้วยตัวเองแทบทุกคืน
ออกมาตรวจตราด้วยตัวเองหรือ? นี่อาจเป็นโอกาสเดียวแล้ว
กู้ชิงผิงตั้งใจจะลองดู หากไม่สำเร็จก็คงทำได้เพียงหลบ ๆ ซ่อน ๆ จนกว่าจะยกเลิกการปิดเมือง ได้ยินว่าครั้งที่ปิดเมืองนานที่สุดกินเวลาถึง 42 วัน
แต่พอเริ่มบ่าย กู้ชิงอันก็กลับมามีไข้สูงไม่ลด กู้ชิงผิงเริ่มร้อนใจ นอกเมืองแบบนี้จะไปหาหมอดี ๆ จากที่ไหน เธอรอได้ถึง 42 วัน แต่น้องชายรอไม่ไหวหรอก!
ดูท่าพรุ่งนี้คงต้องเสี่ยงดวงแล้ว ไม่ว่าจะใช้วิธีไหนก็ต้องทำให้แม่ทัพน้อยคนนั้นพาพวกเธอเข้าเมืองให้ได้
แผนการบ้าบิ่นแผนหนึ่งผุดขึ้นในหัวของเธอทันที—นี่คือโอกาสเดียว!
กู้ชิงผิงลงมือทันที เธอใช้เงินเล็กน้อยแลกเสื้อผ้าฝ้ายเนื้อหยาบตัวหนึ่งจากหญิงคนหนึ่ง แม้จะเก่าแต่สะอาด สีเรียบขับให้ผิวขาวผ่องของเธอดูเด่นขึ้น จากนั้นก็ขอน้ำสะอาดมาหน่อยหนึ่ง แล้วเช็ดล้างหน้าและมืออย่างละเอียด
เธอหวีผมยาวใหม่ มวยขึ้นเป็นทรงเรียบง่าย เผยให้เห็นลำคอและใบหน้าที่งดงามบอบบาง
ไม่มีเครื่องประทินโฉมใด ๆ ความซีดเซียวจากอาการป่วยและความหวาดกังวลที่สะสมมาหลายวันกลับยิ่งขับให้เธอดูเปราะบางงดงามจนใจสั่น
กู้ชิงผิงสืบรู้เส้นทางที่แม่ทัพน้อยมักใช้ตรวจตรา แล้วเลือกทางแยกแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ไม่ไกลจากค่ายทหารและไม่สะดุดตานัก
กู้ชิงผิงใช้เสื้อคลุมบุนวมของตัวเองห่อตัวน้องชายที่กำลังสะลึมสะลือให้มิดชิด ก่อนซ่อนไว้ในกองหญ้าแห้งข้างทางตรงร่องดินตื้น ๆ แห่งหนึ่ง
ส่วนตัวเธอยืนอยู่ริมทาง หัวใจแทบจะกระเด็นออกมานอกอก เธอได้ยินเสียงเครื่องยนต์รถยนต์ดังใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ
ตอนนี้แหละ!
เมื่อรถยนต์สีดำคันนั้นชะลอความเร็วลงและกำลังจะเลี้ยว กู้ชิงผิงก็โซเซพุ่งออกไปขวางหน้ารถพอดี! เสียงเบรกดังแสบแก้วหู
“อยากตายนักหรือไง!” คนขับชะโงกหน้ามาตะโกนด่า
กู้ชิงผิงรีบลุกขึ้นพุ่งไปที่หน้าต่างรถ เธอเรียนรู้วิธีดูเครื่องหมายยศบนบ่ามาแล้ว และเป็นอย่างที่คิด แม่ทัพน้อยไม่ได้อยู่ในรถคันแรก
เธอพุ่งไปยังรถคันที่สองอย่างบ้าคลั่ง เงยใบหน้าที่มีคราบน้ำตาเปื้อนเป็นทางแต่ยังงดงามสะดุดตาขึ้น เสียงสั่นเครือด้วยความสิ้นหวัง แต่ชัดเจนว่า “คุณน้าชาย! ขอร้องคุณน้าชายช่วยชีวิตด้วย!”
ทหารคุ้มกันลงจากรถมาแล้ว ใช้ปืนจ่อกู้ชิงผิงไว้
กู้ชิงผิงตัวสั่นเล็กน้อย แต่ไม่ได้ถอยหนี
ชายหนุ่มในรถขมวดคิ้วอย่างไม่สบอารมณ์ สายตาเย็นเยียบกวาดมองหญิงสาวที่ขวางทางอยู่
บางทีคำว่า ‘คุณน้าชาย’ อาจทำให้เขาเกิดความสงสัย หรือบางทีความงามน่าเวทนาของหญิงสาวที่สิ้นหวังอาจทำให้เขาใจอ่อน ชายหนุ่มจึงค่อย ๆ เลื่อนกระจกรถลง
“โอ้โห อี้เฉิง แถวชนบทห่างไกลแบบนี้ จู่ ๆ มีหลานสาวตัวน้อยหน้าตาน่ารักขนาดนี้โผล่มาขวางรถ เรียกญาติกับนายตั้งแต่เมื่อไหร่กัน? ไม่เห็นเคยได้ยินนายพูดถึงเลยนี่”
ผู้พูดคือเจ้าหน้าที่หนุ่มที่นั่งอยู่ข้างเขา สวมเครื่องแบบทหารเช่นกัน เครื่องหมายยศบนบ่าบ่งบอกว่ามีตำแหน่งไม่ต่ำ เขากำลังมองกู้ชิงผิงนอกรถอย่างสนอกสนใจ
เสิ่นอี้เฉิงไม่สนใจคำหยอกล้อของเพื่อน น้ำเสียงทุ้มต่ำเย็นชาไร้ความรู้สึก “คุณเป็นใคร? ทำไมถึงมาขวางทาง?”
กู้ชิงผิงมีน้ำตาคลอเบ้า พูดเร็วมากแต่ยังบอกฐานะของตัวเองได้ชัดเจน “แม่ของฉันสกุลหลิน บ้านเดิมอยู่ที่ลี่หยาง เป็นญาติห่าง ๆ กับครอบครัวของฮูหยินผู้บัญชาการ ถ้านับตามลำดับญาติ ชิงผิงควรเรียกฮูหยินผู้บัญชาการว่าคุณยายทวด และเรียกคุณว่าคุณน้าชาย!” เธอจงใจเน้นย้ำความเกี่ยวดองทางสายเลือดที่แม้จะห่างเหิน แต่ก็มีอยู่จริง
เธอไม่รอให้เขาซักถามหรือสงสัย รีบพูดต่ออย่างรวดเร็ว “ครอบครัวของชิงผิงเกิดเรื่องใหญ่ ฉันพาน้องชายมาขอพึ่งพาญาติ แต่ฐานะต่ำต้อยจึงเข้าเมืองไม่ได้ และไม่มีทางได้พบฮูหยินผู้บัญชาการ! น้องชายป่วยหนัก ตอนนี้อยู่ริมทาง คนรับใช้เลวทรามที่บ้านก็ตามมาถึงนอกเมืองแล้ว ชิงผิงหมดหนทางจริง ๆ จึงต้องใช้วิธีนี้จนทำให้คุณน้าชายตกใจและขวางขบวนรถไว้! ขอคุณน้าชายโปรดเมตตา ช่วยชีวิตพวกเราพี่น้องด้วย!”
เธอชี้ไปยังทิศทางที่น้องชายซ่อนตัวอยู่ น้ำเสียงจริงใจอย่างยิ่ง
เสิ่นอี้เฉิงมองตามนิ้วที่เธอชี้ กวาดตามองเงาร่างเล็ก ๆ ที่พอมองเห็นเลือนรางในร่องดิน แล้วสายตาก็เลื่อนกลับมาหยุดอยู่บนร่างบอบบางที่กำลังสั่นน้อย ๆ เพราะความตื่นเต้น ความหวาดกลัว และความหนาวเย็น
เจ้าหน้าที่หนุ่มในรถผิวปากเบา ๆ สายตากวาดสลับไปมาระหว่างเสิ่นอี้เฉิงกับกู้ชิงผิง แววหยอกล้อยิ่งชัดขึ้น
กู้ชิงผิงเห็นว่าเขายังคงเงียบ สีหน้าอ่านไม่ออก เธอรู้ว่าความเป็นญาติห่าง ๆ คงยังไม่มากพอจะทำให้เขายื่นมือช่วย จึงได้แต่กัดฟันเสี่ยงอีกครั้ง ลดเสียงลงพร้อมความเด็ดเดี่ยวแบบทุ่มหมดหน้าตัก “ชิงผิง...ยินดีใช้ชีวิตนี้ตอบแทนบุญคุณที่คุณน้าชายช่วยชีวิต! จะให้เป็นบ่าวเป็นสาวใช้ ฉันก็ไม่มีวันบ่น!”
เจ้าหน้าที่หนุ่มในรถได้ยินแล้วเลิกคิ้วสูงขึ้นอีก มองเสิ่นอี้เฉิงด้วยสายตาราวกับกำลังบอกว่า “นายนี่ไม่เบาเลยนะ!”
เสิ่นอี้เฉิงเอ่ยเสียงเรียบ ราวกับกำลังอธิบายให้เพื่อนข้างกายฟัง หรือไม่ก็ออกคำสั่ง น้ำเสียงสงบนิ่งไร้คลื่นอารมณ์ “ช่วงนี้มีสายลับเคลื่อนไหวถี่ขึ้น และใช้กลอุบายสารพัด หญิงคนนี้มีที่มาน่าสงสัย พากลับไปที่เรือนรับรอง แล้วสอบสวนให้ละเอียด”
