คืนวันที่สาม เป็นการติวภูมิศาสตร์
พอพูดถึงแรงเบี่ยงเบนจากการหมุนของโลก เขาก็เอ่ยขึ้นเสียงเรียบว่า “กระแสลมในระดับสูงของซีกโลกเหนือจะเบี่ยงไปทางขวา ตอนบินข้ามพรมแดนจีนกับมองโกเลียจะรู้สึกถึงลมด้านข้างได้ชัดเจน...”
แล้วก็หยุดกึก พลิกตำราอ้างอิงไปอีกหน้า “หัวข้อต่อไป กระแสน้ำในมหาสมุทร”
เซินถังฟุบอยู่บนโต๊ะ มือเท้าคาง มองเขาอย่างสนอกสนใจ
จนถึงวันนี้ เธอถึงได้เห็นชัดแล้วว่าเขากำลังอวดดีอยู่
พอสอนไปสอนมา ก็ “เผลอ” โยงเข้าประสบการณ์การบิน แล้วรีบหยุดกะทันหัน ทำเหมือนไม่ได้พูดอะไร แต่ก็แสร้งได้ไม่เนียนนัก
เพราะทุกครั้งที่ “เผลอ” พูดถึงการบิน เสียงของเขาจะสูงขึ้นเล็กน้อยกว่าปกติครึ่งเสียง ความเร็วในการพูดก็เพิ่มขึ้นนิดหน่อย ดวงตาเย็นชาเป็นปกติคู่นั้นจะมีประกายเพิ่มขึ้นมา ราวกับแสงอาทิตย์บนฟ้าสูงหมื่นเมตรสะท้อนเข้าไปในดวงตา
จากนั้นเขาก็จะทำทีเป็นไม่ใส่ใจ ดึงตัวเองกลับมา สีหน้ากลับไปเรียบเฉยเหมือนเดิม ราวกับช่วงเวลาอวดดีเล็ก ๆ เมื่อครู่ไม่เคยเกิดขึ้น
ชาติก่อนเซินถังเรียนจนได้ปริญญาเอก อาจารย์ชื่อดังหรือนักวิชาการเก่งกาจแบบไหนเธอก็เคยพบมาแล้ว แต่การได้ฟังนักบินฝีมือฉกาจสอนวิชาคณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ และเคมี แล้วอดแทรกเรื่องการบินของตัวเองไม่ได้ นับเป็นครั้งแรกในชีวิตจริง ๆ
เธอรู้สึกว่าน่าสนุกเหลือเกิน
แต่เธอไม่แฉเขา กลับให้ความร่วมมือด้วยการทำสีหน้าเลื่อมใสอย่างมากทุกครั้งหลังเขาดึงตัวเองกลับมา
พอมู่ชิงหานเห็นสีหน้าแบบนั้นของเธอ ปลายหูจะขึ้นสีแดงนิด ๆ จากนั้นก็สอนหัวข้อต่อไปอย่างกระตือรือร้นยิ่งกว่าเดิม
ส่วนอีกเรื่องหนึ่ง มู่ชิงหานกลับไม่ค่อยสบอารมณ์นัก
หลังติวได้ไม่ถึงสัปดาห์ เขาก็เริ่มรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ
คำถามของเซินถังมักถามได้ตรงจุดพอดี ราวกับจงใจถามตรงรอยต่อของการเปลี่ยนหัวข้อ
ตอนฟังคำอธิบาย เธอไม่เคยต้องให้เขาพูดซ้ำเป็นครั้งที่สอง กระบวนการพิสูจน์ที่ซับซ้อนบางอย่าง เขาเพิ่งเขียนได้สองขั้นแรก สายตาของเธอก็ตามไปถึงผลลัพธ์สุดท้ายแล้ว
