ดังนั้นเธอจึงยอมเป็นนกกระจอกเทศตัวน้อย
ยอมปล่อยให้กระดาษหน้าต่างชั้นนี้ยังคงอยู่
หัวใจของเขาอ่อนลง ความไม่สบอารมณ์เมื่อครู่สลายหายไปในพริบตา
มู่ชิงหานมองเธอ แสงแดดส่องผ่านลงมา แต้มประกายสีทองระยิบระยับไว้บนใบหน้า
ในดวงตาของเธอมีทั้งความคาดหวัง ความกังวล และความหยั่งเชิง
เขาเอ่ยขึ้นว่า “ของที่ผมให้คุณก็เป็นของคุณไปแล้ว ของที่ให้ไปแล้วไม่มีเหตุผลต้องเอาคืน”
น้ำเสียงของเขาไม่ดัง แต่ทุกคำหนักแน่นราวกับตอกตะปูลงในเนื้อไม้ ลึกและมั่นคงจนไม่มีสิ่งใดสั่นคลอนได้
“กำไลของตระกูลมู่มีเป็นคู่ พี่ชายผมมีกำไลของเขาเอง วงนี้เป็นของผม และเป็นของว่าที่ภรรยาผมด้วย”
เขาหยุดไปครู่หนึ่ง “เพราะงั้นผมเป็นคนตัดสินใจได้”
ใบต้นหยางยังคงส่งเสียงซู่ซ่า เสียงกระดิ่งจักรยานดังแว่วลอยมาจากที่ไกล ๆ
เซินถังแข็งค้างไปทั้งตัว
ของว่าที่ภรรยา เขาพูดออกมาตรง ๆ โดยไม่คิดปิดบังสักนิด
ใบหู โหนกแก้ม และลำคอของเธอร้อนผ่าวราวกับถูกไฟลน
ผู้ชายคนนี้รู้จักคำว่าเขินอายบ้างไหมเนี่ย
“ฉัน...” เสียงของเธอสะดุด ลำคอราวกับมีอะไรอุดอยู่ “ฉันลืมของไว้ที่โรงแรม... ฉันไปก่อนนะ ไว้ค่อยคุยกันคราวหน้า! บ๊ายบาย!”
พูดจบก็หันหลังวิ่งหนี หางม้าสะบัดเป็นวงโค้งอยู่ด้านหลัง
มู่ชิงหานยืนอยู่ใต้ต้นหยาง มองเธอวิ่งห่างออกไป
ฝีเท้าเร็วและรวน ใบหูแดงก่ำราวกับเลือดจะหยด
มุมปากของเขายกขึ้นเล็กน้อย เขินแล้วสินะ
เขินก็ดีแล้ว
วิ่งไปเถอะ
ข้อมือยังสวมกำไลของเขาอยู่ จะหนีไปไหนได้
……
อีกด้านหนึ่ง เฉียนจงหมิงออกจากที่ประชุมแล้วมุ่งตรงไปยังตระกูลมู่ทันที
