หมอทหารเฉินมาถึงในอีกสิบนาทีต่อมา
เขาสะพายกล่องยาเข้ามาในบ้าน แล้วตรงไปที่ข้างเตียงทันที
ฟังเสียงหัวใจ วัดอุณหภูมิ เปิดเปลือกตาดู และจับชีพจร
“39.4 องศา” เขาขมวดคิ้ว “ไข้สูงเฉียบพลัน มีอาการอ่อนเพลียจากการใช้แรงเกินกำลังอย่างเห็นได้ชัด ต่อมน้ำเหลืองไม่บวม ดูไม่เหมือนติดเชื้อ น่าจะเป็นปฏิกิริยาจากระบบภูมิคุ้มกันที่ล้มเหลว”
เขาเงยหน้ามองมู่ชิงหาน “ช่วงนี้เธอไม่ได้พักผ่อนให้เพียงพอใช่ไหม?”
มู่ชิงหานไม่ตอบ เพียงเหลือบมองเขา หมอทหารเฉินถึงได้รู้ตัวว่าถามคำถามที่ค่อนข้างโง่เง่า จึงเกาหัวแกรก ๆ “เอ่อ... ยังไงก็ต้องพักผ่อนไม่พออยู่แล้ว ตั้งแต่เกิดเรื่องที่โรงงานเครื่องจักร เธอก็ช่วยกู้ภัยตลอดทั้งคืน หลังจากนั้นยังต้องไปเรียน แล้วยังไปช่วยงานที่โรงพยาบาลอีก ติดต่อกันสิบกว่าวัน เธอเพิ่งอายุสิบแปด ร่างกายย่อมทนไม่ไหว”
“คุณวางใจเถอะ เธอล้มป่วยเพราะช่วยโรงพยาบาลเขตทหาร พวกเราจะรับผิดชอบจนถึงที่สุด”
มู่ชิงหานไม่รับคำพูดของเขา “แปลงผักของเธอถูกทำลาย ตอนผมกลับมาเมื่อครู่เห็นเธอหมดสติอยู่ในสวนผัก”
หมอทหารเฉินชะงักไป “แปลงผัก?”
“อยู่หลังบ้าน” น้ำเสียงของมู่ชิงหานหนักอึ้ง
สีหน้าหมอทหารเฉินเคร่งขรึมขึ้น
เขารู้ดีว่าแปลงผักผืนนั้นมีความหมายต่อเซินถังเพียงใด ยาที่ช่วยชีวิตคนเหล่านั้นสกัดมาจากพืชที่ปลูกในแปลงผักผืนนั้น มันคือหยาดเหงื่อแรงกายและความภาคภูมิใจของเธอ
“ถึงว่า” หมอทหารเฉินถอนหายใจ “ร่างกายอ่อนล้าจนเกินกำลังเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว พอแปลงผักเกิดเรื่องก็เหมือนฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้หลังอูฐหัก พอถูกกระหน่ำซ้ำสองทางพร้อมกัน เธอถึงได้ล้มลงแบบนี้”
