ปลายปากกาของเซินถังชะงักไปครู่หนึ่ง
เธอเงยหน้ามองมู่ชิงหานแวบหนึ่ง เขากำลังก้มหน้าอ่านข้อสอบ สีหน้าปกติจนดูอะไรไม่ออก
“อืม ยังสอนแทนอยู่ ครูหลิ่วยังไม่ออกจากโรงพยาบาล” เซินถังตอบ
“ช่วงนี้คนในบ้านพักเขตทหารพูดอะไรกันบ้างหรือเปล่า?” มู่ชิงหานถามโดยไม่เงยหน้า
ปลายปากกาของเซินถังชะงักอีกครั้ง เธอครุ่นคิดดู ช่วงนี้มีคนแซวเธอจริง ๆ ว่าครูลู่เป็นคนดี เหมาะกับเธออะไรทำนองนั้น แต่เธอไม่ได้ใส่ใจ แค่หัวเราะกลบเกลื่อนไป
“ไม่มีอะไรหรอก” เธอตอบส่ง ๆ “ก็พวกพี่สะใภ้ชอบแซวกันน่ะ”
มู่ชิงหานขานรับในลำคอ แล้วไม่พูดอะไรอีก
เธอคิดว่าบทสนทนาคงจบลงแค่นั้น
ใครจะรู้ว่าผ่านไปไม่กี่วินาที เขาก็เอ่ยขึ้นมาอีก “แซวอะไรกัน?”
เซินถังรู้สึกว่าคำถามนี้ฟังดูแปลก ๆ จึงเงยหน้ามองเขา แต่เห็นเขาก้มหน้าแก้ข้อสอบ สีหน้าปกติไม่เปลี่ยน
“ก็พูดเรื่อยเปื่อยน่ะ บอกว่าครูลู่...เป็นคนดีอะไรทำนองนั้น พวกพี่สะใภ้ว่าง ๆ ก็ชอบจับคู่ให้คนอื่น คุณก็รู้นี่”
มือที่กำลังตรวจข้อสอบของมู่ชิงหานหยุดลง เขาวางปากกาแดงแล้วเงยหน้าขึ้นมองเซินถังตรง ๆ
ในดวงตาดำสนิทคู่นั้นมีอารมณ์บางอย่างที่เซินถังอ่านไม่ออก ดูไม่เหมือนกำลังโกรธ แต่กลับเหมือนจริงจังขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย?
“ครูลู่สอนดีไหม?” เขาถาม
“...ก็ดีนะ เขาอธิบายเนื้อหาได้ลึกซึ้ง เชื่อมโยงความรู้ในตำรากับปัญหาในชีวิตจริงได้...”
“สอนได้ดีกว่าผมเหรอ?”
เซินถังชะงักไป อะไรนะ?
มู่ชิงหานมองเธอด้วยสีหน้าเรียบเฉย รอให้เธอตอบ สายตาคู่นั้นดูราวกับกำลังรอฟังคำตัดสิน
เธอสังเกตเห็นว่านิ้วมือที่จับปากกาของมู่ชิงหานเกร็งขึ้นเล็กน้อย “...แต่ถ้าเทียบกับพี่ชิงหานแล้ว เขาก็ยังสู้ไม่ได้หรอก” เซินถังกะพริบตาปริบ ๆ แล้วเสริมอีกประโยค
