“ได้ อีกสามวันฉันจะรอสายจากคุณ”
“ตกลง”
วางสายแล้ว
มู่เจิ้งปิดโคมไฟตั้งโต๊ะ
ห้องหนังสือมืดลง เหลือเพียงแสงจันทร์นอกหน้าต่างที่ส่องลอดช่องม่านเข้ามา แสงสีขาวบาง ๆ พาดลงบนโต๊ะ พอดีกับปกของรายงานฉบับนั้น
ห้องหนังสือเงียบสนิท ทว่าความคิดของเขากลับแล่นเร็วจี๋
ยืนยันแล้วว่าเป้าหมายของหม่าเขวคือเซินถัง การโยนเจิ้งเสวียหลินออกมาเป็นเพียงม่านควัน เพื่อปกปิดความจริงเบื้องหลัง
แล้วเย่เฉิงที่เป็นคนให้เบาะแสแรกมีบทบาทอะไรกันแน่? เหตุใดถึงสังเกตเห็นหม่าเขว คนที่กลืนหายไปในฝูงชนจนแทบไม่มีใครมองเห็น?
มู่เจิ้งผ่านสมรภูมิมาครึ่งชีวิต ฝ่าคลื่นลมเลือดเนื้อมาไม่น้อย เล่ห์เหลี่ยมและกลอุบายสกปรกก็พบเห็นมามาก
เขารู้ดีว่าคนที่เปิดโปงคนชั่ว ไม่จำเป็นต้องเป็นคนดีเสมอไป
บางทีอาจเป็นการสละเบี้ยเพื่อรักษาขุนก็ได้
นิ้วมือของมู่เจิ้งเคาะที่วางแขนไปมาอย่างไม่รู้ตัวท่ามกลางความมืด
ถ้าเย่เฉิงคนนี้รู้จักกับหม่าเขวจริง ๆ… การสละเบี้ยเพื่อรักษาขุนก็แสดงว่าพวกมันยังไม่ยอมแพ้ที่จะพาตัวเซินถังไป หากไหว้หย่วนยังมีชีวิตอยู่… ถ้าอย่างนั้น…
ความคิดหนึ่งพลันผุดขึ้นมาในหัว แม้ยังเลือนราง แต่เค้าโครงเริ่มชัดเจนแล้ว
มู่เจิ้งลืมตาขึ้น ในความมืด สายตาของเขาลุ่มลึกและเจิดจ้า ราวกับดาวเหนือบนท้องฟ้ายามค่ำคืน
ใจร้อนไม่ได้ ยังต้องตรวจสอบให้แน่ชัด
อย่างน้อยก็ต้องรู้ก่อนว่าเย่เฉิงเป็นคนแบบไหน แล้วรอดูผลจากฟ่านชิงซานในอีกสามวัน
ถ้าเป็นอย่างที่คิดจริง ๆ… เขาค่อยคิดต่อ
---
ในขณะที่ห้องหนังสือมืดสนิท มู่เจิ้งกำลังวางแผนเงียบ ๆ ห้องของหลินอวิ้นฮวาที่อยู่ติดกันกลับยังมีแสงโคมส่องสว่าง
แสงสีเหลืองนวลละมุนโอบคลุมร่างเธอไว้ราวกับรัศมี
เธอนั่งอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง ตรงหน้ามีปฏิทินกางอยู่
