ปลายจมูกของเซินถังแสบวาบขึ้นมาเล็กน้อย “ขอบคุณค่ะคุณน้า”
มู่ชิงหานนั่งอยู่ข้าง ๆ ฟังแม่พูดทีละประโยค
เขาไม่ได้ต่อปากต่อคำ เพียงคีบหมูตุ๋นใส่ชามให้หลินอวิ้นฮวาเงียบ ๆ
ความหมายชัดเจนมาก กินข้าวเยอะ ๆ พูดให้น้อยหน่อย ไม่เห็นหรือว่าเธอแทบจะร้องไห้อยู่แล้ว?
หลินอวิ้นฮวาเข้าใจความหมายของลูกชาย จึงฮึดฮัดเบา ๆ ก่อนก้มหน้ากินเนื้อ ไม่สนใจเขา อย่างไรเสียลูกสะใภ้ก็มาเยี่ยมถึงบ้านแล้ว เธอจะไม่ถือสาเขาก็ได้
เห็นลูกชายคนเล็กมีคู่เป็นตัวเป็นตนแล้ว เธอจึงรีบฉวยโอกาสเปลี่ยนเป้าหมาย หันไปมองมู่เฉิงหยวน
“เฉิงหยวน น้องชายแกพาคนกลับบ้านแล้วนะ แล้วแกในฐานะพี่ใหญ่ล่ะ?”
มู่เฉิงหยวนกำลังซดน้ำแกง มือสั่นจนเกือบทำหก ไม่คิดว่าเรื่องนี้จะเกี่ยวกับตัวเองด้วย
“แม่ ถังถังยังอยู่ อย่าทำให้เธอเห็นเป็นเรื่องขำเลยครับ”
“ถังถังไม่ใช่คนนอกเสียหน่อย จะเห็นอะไรเป็นเรื่องขำ?” หลินอวิ้นฮวาวางชามลงบนโต๊ะ แล้วเริ่มโหมดเร่งรัดเรื่องแต่งงาน
“ปีนี้แกอายุเท่าไรแล้ว? ยี่สิบเก้าแล้วใช่ไหม? เด็กวัยเดียวกันมีลูกจนวิ่งได้แล้ว เรื่องของน้องแกก็ใกล้จะจัดการแล้ว แกคิดจะถ่วงไปถึงเมื่อไรกัน?”
มู่เฉิงหยวนเงยหน้ามองมู่เจิ้ง แต่อีกฝ่ายเอาแต่ก้มหน้ากินข้าว ทำตัวไม่รู้ไม่ชี้กับเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับตัวเอง ไม่แม้แต่จะเงยเปลือกตาขึ้นมา
เขาทำอะไรไม่ได้ จึงคีบซี่โครงใส่ชามให้แม่อีกหนึ่งชิ้น
“แม่ครับ วันนี้ซี่โครงตุ๋นได้นุ่มมาก กินอีกหน่อยนะครับ”
หลินอวิ้นฮวามองลูกชายทั้งสองคน “ได้ ๆ รวมหัวกันปิดปากแม่ใช่ไหม? กินเสร็จแล้วก็เก็บกวาดกันเองเลย”
เผยเจิงหัวเราะออกมาเบา ๆ ชิงหานเหลือบมองเขา เขาจึงรีบหุบปาก
มู่เจิ้งแทบไม่ได้พูดอะไรตั้งแต่ต้นจนจบ หลังมื้ออาหารก็จิบชาอย่างเงียบ ๆ เพียงแต่บางครั้งสายตาจะทอดมองเซินถังอย่างลึกซึ้ง
ชิงหานเห็นเข้า แต่ไม่ได้คิดอะไร เพียงนึกว่าพ่อเป็นคนสุขุมลึกซึ้ง ไม่ถนัดแสดงออก
