ครั้งสุดท้ายที่เขาออกจากประตูบานนี้คือเมื่อไรนะ?
หนึ่งปีครึ่งก่อน
เขาออกเดินทางจากฐานฝึกบินทางตะวันตกเฉียงเหนือไปปฏิบัติภารกิจ ระหว่างผ่านเมืองหลวงจึงกลับบ้านมาพักหนึ่งคืน
เช้าวันถัดมา เขาสวมเสื้อแจ็กเก็ตนักบิน ก้าวยาว ๆ สองสามก้าวก็พ้นประตูบานนี้ไป
ตอนนั้นเขาไม่ได้หันกลับมามองแม้แต่ครั้งเดียว คิดว่าเป็นแค่การกลับมาเยี่ยมบ้านตามปกติ
หลังจากนั้นเขากลับไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ แล้วก็ได้รับบาดเจ็บ
ขาทั้งสองข้างของเขาเต็มไปด้วยเลือดและเนื้อที่ฉีกขาด ก่อนจะถูกหามเข้าห้องผ่าตัดของโรงพยาบาลเขตทหารตะวันตกเฉียงเหนือ
สิ่งสุดท้ายที่เขาจำได้ คือโคมไฟไร้เงาในห้องผ่าตัด
เขาไม่รู้เลยว่า หลังได้รับโทรศัพท์ คนในตระกูลมู่ก็รีบออกเดินทาง บินไปทางตะวันตกเฉียงเหนือทั้งคืน
มู่เจิ้งผู้เป็นพ่อ หลินอวิ้นฮวาผู้เป็นแม่ และพี่ใหญ่เฉิงหยวน ทั้งสามคนยืนรอเขาอยู่หน้าห้องผ่าตัดนานถึงแปดชั่วโมง
ผู้เชี่ยวชาญด้านกระดูกที่เก่งที่สุดในเมืองหลวงเดินทางมาพร้อมกันด้วย หลังดูภาพเอกซเรย์แล้วก็เงียบไปนาน ก่อนจะพูดกับมู่เจิ้งว่า “รองรัฐมนตรีมู่ ขาของเขารักษาไว้ได้ แต่เรื่องหลังจากนี้...ต้องเตรียมใจให้ดี”
เตรียมใจให้ดี
หมายความว่าเขาต้องนั่งรถเข็นไปตลอดชีวิต
หลินอวิ้นฮวาร้องไห้อยู่ในทางเดินนานมาก มู่เจิ้งไม่พูดอะไรสักคำ แต่สูบบุหรี่จนหมดไปทั้งซอง
คุณย่าของเขาไม่ได้ไปด้วย คนอายุแปดสิบปีทนเดินทางลำบากไม่ไหว แต่ตลอดสามวันในเมืองหลวง นางไม่หลับตาเลยสักครั้ง ทุกสองชั่วโมงก็ให้คนโทรศัพท์ไปถามอาการ
ต่อมา มู่เจิ้งกับหลินอวิ้นฮวากลับเมืองหลวง ทิ้งให้มู่เฉิงหยวนอยู่ต่ออีกหลายวัน
