“อืม” มู่ชิงหานกำลังผูกผ้ากันเปื้อน “มีแกงผักกาดขาวเต้าหู้ ไข่ผัดต้นหอม แล้วก็วุ้นเส้นผัดหมูสับ พอกินไหม?”
เซินถังมองเขา ผ้ากันเปื้อนสีขาวที่ผูกอยู่บนร่างสูงเกือบเมตรเก้าสิบของเขาดูชวนขำอยู่ไม่น้อย
เธอยิ้ม “พอสิ จะไม่พอได้ยังไง ฉันไม่ใช่หมูสักหน่อย”
เธอพิงกรอบประตูห้องครัวมองเขา ฝีมือการใช้มีดของเขาดีเกินคาด มันฝรั่งถูกหั่นเป็นเส้นเท่า ๆ กัน ส่วนใบผักกาดขาวก็เรียงเป็นแผ่นบนเขียงอย่างเป็นระเบียบ
ท่าทางคล่องแคล่ว ดูมีฝีมือ ไม่เหมือนคนที่เพิ่งมาเร่งเรียนเอาตอนใกล้ถึงเวลา
“เดี๋ยวนะ พี่ไปเรียนทำอาหารมาตอนไหน?”
มู่ชิงหานไม่หันกลับมา “ก่อนหน้านี้ตอนฝึกภาคสนาม ฉันเรียนจากหัวหน้าหวางแห่งหน่วยครัว”
“หัวหน้าหวางที่โรงอาหารน่ะเหรอ?”
“อืม เขานั่นแหละ” มู่ชิงหานไม่เงยหน้า “ได้ยินมาว่าวันนี้เจิ้งเสวียหลินถูกตัดสินโทษแล้ว”
“เร็วขนาดนั้นเลยเหรอ?”
“รวมโทษทุกกระทง คณะตรวจสอบบัญชีของสถาบันวิจัยเกษตรศาสตร์เข้าตรวจสอบ แล้วยังมีหลักฐานที่ผู้อำนวยการกู้ส่งมา รวมถึงคำให้การของหม่าเขวด้วย” มู่ชิงหานพูดพลางหั่นเต้าหู้ “ปล่อยให้เขาสบายเกินไปแล้ว”
เซินถังมองเขาสับหมูสับเสียงดังปัง ๆ ราวกับกำลังสับคน จึงหลุดหัวเราะเบา ๆ ก่อนเดินเข้าไปกอดเขาจากด้านหลัง “โธ่ ใจเย็นก่อนสิ ฉันไม่เป็นอะไรแล้วไม่ใช่เหรอ? แค่โดนยาสลบไปนิดเดียวเอง”
“ที่เธอไม่เป็นอะไร เพราะฉันไปถึงต่างหาก”
พอเธอแนบชิดเข้ามา ร่างของมู่ชิงหานก็แข็งทื่อไปทั้งตัว
เมื่อรู้ว่าเขาเกร็ง เธอก็รู้สึกสนุก ผู้ชายตัวโตเกือบเมตรเก้าสิบกลับไร้เดียงสาขนาดนี้ เธอจึงแกล้งเบียดตัวเข้าหา ก่อนตอบอย่างไม่ใส่ใจว่า “ใช่แล้ว โชคดีที่พี่ไปถึงเร็ว”
