หน่วยลาดตระเวนควบม้ากลับมาอย่างรวดเร็ว
ยังไม่ทันครบหนึ่งก้านธูป บนเส้นขอบฟ้าเบื้องหน้าก็ปรากฏกองทหารม้าจำนวนมหาศาล ทะมึนราวเมฆดำ
ธงรบโบกสะบัด เกราะหมวกเรียงรายเป็นระเบียบ
ธงผืนใหญ่ปักอักษร “ฉิน” นำหน้า ตามด้วยธงอักษร “เฉิง” เสียงกีบม้าเหยียบย่ำพื้นดังกึกก้อง แลดูเกรียงไกรยิ่งนัก
ฉินฉยงนำทัพมาด้วยตนเอง
เฉิงเหยาจินขี่ม้าตัวใหญ่ขนกระดำกระด่าง มือกำขวานแผ่นไว้แน่น ควบม้าเร็วกว่าใครเพื่อน
เมื่อมองเห็นเงาร่างของกองทัพอยู่แต่ไกล เฉิงเหยาจินก็แผดเสียงตะโกนขึ้น
“ซู่เป่า รีบดูเร็ว! ข้างหน้ามีม้าแดงอยู่ตัวหนึ่งหรือไม่!”
ฉินฉยงหรี่ตามองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกระตุกบังเหียนอย่างแรง
ม้าศึกสีแดงชาดตัวนั้น กับง้าวยาวสีดำสนิทด้ามนั้น
เด็กหนุ่มบนหลังม้าร่างสูงสง่า ในอ้อมแขนยังกอดเด็กหญิงมอมแมมคนหนึ่งไว้
เบื้องหลังเด็กหนุ่ม มีผู้คนกว่าสี่พันลากเกวียนสัมภาระต่อกันเป็นขบวนยาว กำลังเคลื่อนมาทางนี้อย่างช้าๆ
ลมหายใจของฉินฉยงชะงักไปชั่วขณะ
“องค์รัชทายาท”
มือเฉิงเหยาจินสั่น ขวานแผ่นเล่มนั้นแทบหลุดมือ
“องค์รัชทายาท?! องค์รัชทายาทจริงหรือ?!”
เขาไม่รอให้ฉินฉยงตอบ ก็กระตุ้นม้าพุ่งทะยานออกไป
ฉินฉยงตามอยู่เบื้องหลัง ทหารม้า 500 นายติดตามอย่างกระชั้นชิด มุ่งหน้าเข้าหาหลี่เฉิงเชียนด้วยความเร็วเต็มกำลัง
กองทัพทั้งสองฝ่ายเข้าใกล้กันทุกขณะ
ทหารม้า 500 นายที่ถูลี่ส่งมาพอเห็นทัพถัง ก็แยกตัวไปประจำปีกทั้งสองข้างโดยไม่แสดงเจตนาจะปะทะ
เฉิงเหยาจินเป็นคนแรกที่ควบม้ามาถึงหน้าหลี่เฉิงเชียน เขาดึงบังเหียนจนหยุดม้า แล้วยืนขวางอยู่ตรงนั้นทั้งคนทั้งม้า
เขากวาดตามองหลี่เฉิงเชียนตั้งแต่หัวจรดเท้า แล้วมองจากเท้าขึ้นไปถึงหัวอีกครั้ง
“เจ้าเด็กนี่... เจ้าหนีกลับมาจากถูเจวี๋ยได้จริงหรือ?”
