เซิ่งอันหนิงใช้เวลาครู่หนึ่งกว่าจะยอมรับความจริงว่าหลูฉางเฟิงหย่าร้างแล้ว แถมไม่มีลูก ถ้าเป็นคนดี จริง ๆ ก็นับว่าดีไม่น้อย
ยิ่งไปกว่านั้น โจวเฉาหยางก็ชอบเขาอยู่แล้ว
ล้างชามช้อนเสร็จ เธอก็ตามออกไปถามโจวชื่อซวิน “หลูฉางเฟิงปีนี้อายุเท่าไหร่?”
“สามสิบสอง”
เซิ่งอันหนิงพอใจมาก “ดูแก่กว่าวัยเหมือนกันนะ ฉันนึกว่าแก่กว่าคุณตั้งห้าหกปีเสียอีก สามสิบสองก็ดี แก่กว่าเฉาหยางแค่เจ็ดปี กำลังพอดี”
โจวชื่อซวินเห็นว่าเซิ่งอันหนิงยังไม่เลิกคิดจะจับคู่ให้คนอื่น อยากห้ามก็กลัวว่าเธอจะย้อนถามเรื่องของเขา ซึ่งคำถามพวกนั้นเขาก็ตอบไม่ได้อยู่ดี
เขาจึงเม้มปาก แล้วเงียบไปเสียเลย
เซิ่งอันหนิงไม่ได้พูดเรื่องนี้ต่อ ล้างมือแล้วปีนขึ้นเตียงไปงีบกลางวัน พลางกำชับโจวชื่อซวินว่าบ่ายนี้มีเรียนผ่าศพที่สำคัญมาก เธอห้ามไปสายเด็ดขาด
เดิมทีวิชาผ่าศพจะเริ่มช้ากว่านี้ แต่พอดีมีศพนักโทษประหารที่ถูกยิงตายแล้วไม่มีใครมารับ จึงถูกส่งมาที่โรงพยาบาลเพื่อใช้ในการวิจัยทางการแพทย์
เซิ่งอันหนิงตื่นเต้นมาก เธอชอบทำเรื่องแบบนี้ที่สุด
หลังตื่นจากงีบ เซิ่งอันหนิงก็ออกจากบ้านอย่างร่าเริง ทำให้โจวชื่อซวินไม่เข้าใจเอาเสียเลย รู้สึกว่าเธอไม่ได้ไปเรียนผ่าศพ แต่เหมือนไปที่กองเพื่อรับส่วนแบ่งเนื้อ กลับมาฉลองปีใหม่อย่างไรอย่างนั้น
ตอนเซิ่งอันหนิงไปถึง หลี่กุ้ยหลิงกับจางจิ้งมาถึงแล้ว แต่กลับไม่เห็นอันซิวหยวน
เพราะอันซิวหยวนถือเป็นผู้มีส่วนทำให้โจวหลวนเฉิงเสียชีวิตทางอ้อม ช่วงสองสามวันมานี้เซิ่งอันหนิงจึงไม่พูดกับเธอ เธอหาที่นั่งว่างแล้วนั่งลง ตั้งใจรอเริ่มเรียน
หลี่กุ้ยหลิงขยับเข้ามากระซิบว่า “พี่ซิวหยวนไม่กล้าเรียนวิชานี้ เลยขอลาไปแล้ว หนูก็ขี้ขลาดอยู่เหมือนกัน ยังไม่เคยเห็นศพจริง ๆ มาก่อนเลย แถมยังให้พวกเราลงมืออีก”
