เซิ่งอันหนิงเห็นโจวชื่อซวินเงียบงัน ก็รู้ว่าตัวเองเดาถูก จึงโมโหจนบิดแขนเขา “คุณนี่ทำไมถึงได้โง่ขนาดนี้ ถ้าพลาดตกลงมาจนพิการ ชาตินี้ก็อย่าหวังว่าจะลุกขึ้นยืนได้อีก ถ้าต้องนั่งรถเข็น ฉันไม่เอาคุณแล้วนะ”
ยิ่งคิดก็ยิ่งโมโห ก็แค่โจวลู่หมิงคนเดียว จำเป็นต้องเอาตัวเองไปเสี่ยงอันตรายด้วยหรือไง?
อดไม่ได้ที่จะบิดแขนโจวชื่อซวินแรง ๆ อีกหลายที
ถึงจะบิดผ่านเสื้อขนหนา ๆ ก็ยังเจ็บอยู่ดี
โจวชื่อซวินขมวดคิ้ว แต่ไม่กล้าโต้แย้ง รอจนเซิ่งอันหนิงหยุดมือแล้วค่อยอธิบายว่า “การบาดเจ็บไม่ได้อยู่ในแผน ผมแค่เสนอตัวไปส่งเอกสาร”
เพราะก่อนหน้านี้เขาเคยบาดเจ็บ เขาจึงมีสิทธิ์ไม่ต้องไปก็ได้
เซิ่งอันหนิงพึมพำ “ถึงอย่างนั้นก็อันตรายอยู่ดี แล้วคุณรู้ได้ยังไงว่าเขาจะใช้วิธีไหน? ถ้าเขาใช้วิธีสุดโต่งขึ้นมาล่ะ? อย่างเช่นขว้างระเบิดใส่รถ?”
พอนึกถึงปัจจัยที่คาดเดาไม่ได้เหล่านั้น เธอก็อดหวาดหวั่นไม่ได้ “คุณว่า ถ้าคุณเป็นอะไรไป ฉันก็กลายเป็นแม่หม้ายใช่ไหม?”
โจวชื่อซวินรู้สึกปวดหนังศีรษะขึ้นมาวูบหนึ่ง จึงปลอบเซิ่งอันหนิง “ไม่หรอก ผมมั่นใจ”
เซิ่งอันหนิงถอนหายใจ “สรุปก็คืออันตรายเกินไป ตอนนี้เราบอกพวกเขาได้หรือยังว่าโจวหลวนเฉิงยังมีชีวิตอยู่?”
โจวชื่อซวินส่ายหน้า “รออีกหน่อย”
เซิ่งอันหนิงไม่ค่อยเข้าใจ โจวลู่หมิงถูกจับไปแล้ว ยังต้องรออะไรอีก? ให้ตระกูลโจวไปตามหาจะไม่ดีกว่าหรือ?
แต่ในเมื่อโจวชื่อซวินบอกให้รออีกหน่อย งั้นก็รออีกหน่อยแล้วกัน
เมื่อไม่มีตัวปัญหาอย่างโจวลู่หมิงกับครอบครัวของจูกุ้ยฮวามาคอยรบกวนชีวิต เธอกับโจวชื่อซวินก็คงได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขเสียที
