อาเจี่ยวไม่รู้จักการสงวนท่าที เขารู้เพียงเผยความปรารถนาจากก้นบึ้งจิตใจออกมาอย่างไม่ปิดบัง ตรงไปตรงมาจนไร้สิ่งปิดกั้น กลับกลายเป็นว่าเปิดเผยยิ่งนัก
ทว่าฉู่เหอผู้ไม่เคยตรงไปตรงมาเช่นนั้น กลับรู้สติแตกซ่านไปหมด
อาเจี่ยวไม่ได้รับคำตอบ ปลายนิ้วที่เกี่ยวพันเส้นผมดำของนางเอาไว้จึงออกแรงเบาๆ “ฉู่เหอ เจ้าไม่ได้ยินคำข้าหรือ”
เด็กหนุ่มคิดไปโดยซื่อว่าฉู่เหอไม่ได้ยินคำถามของตน จึงไม่มีปฏิกิริยา หาได้คิดไม่ว่านางไร้ปฏิกิริยาเพราะคำถามที่ตนเอ่ยออกไปนั้น ราวกับอสนีบาตฟาดลงบนศีรษะ
ฉู่เหอกลืนน้ำลายตึงเครียด “ข้าได้ยินแล้ว”
“เช่นนั้นเจ้าเต็มใจทำเรื่องของสามีภรรยากับข้าหรือไม่”
ฉู่เหอ “หากข้าบอกว่าไม่เต็มใจ เจ้าจะไม่พอใจหรือไม่”
อาเจี่ยวคิดครู่หนึ่ง “หากก็คงเป็นเช่นนั้น”
ฉู่เหออยากร้องไห้แต่ไม่มีน้ำตา
“เจ้าบอกว่าพวกเราเคยทำมาก่อน เหตุใดบัดนี้จึงไม่เต็มใจทำกับข้าแล้ว” เขาถามด้วยความใสซื่อ ยังคงยึดมั่นในคำโกหกก่อนหน้านั้นของนางที่ว่าทั้งคู่คือคู่หมั้นที่หนีตามกันมา
ฉู่เหออยากตบหน้าตนเองสักสองฉาด แต่ก็หวาดกลัวจะยั่วให้อาเจี่ยวเกิดความสงสัยขึ้นมาจริงๆ หากเขาคิดสะสางภายหลัง ด้วยวิธีการสังหารของเขานางคงต้านทานไปได้ไม่ถึงยกอย่างแน่นอน
เป็นความบริสุทธิ์สำคัญ หรือว่าชีวิตสำคัญ
ฉู่เหอจะเลือกอย่างหลังโดยไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย
นางหลับตาลงแนบแน่น แล้วจึงลืมตาขึ้นอีกครั้ง ดุจเดินสู่ลานประหาร และดุจวีรชนตัดแขนทิ้ง อย่างปลงตกสิ้นแล้วกล่าวว่า “ข้าย่อมเต็มใจ”
แววตาอาเจี่ยวสว่างวาบ
ทว่าฉู่เหอกลับมีสีหน้าราวกับซากศพ นางหลับตาลง กล่าวว่า “เชิญเถิด”
ชั่วขณะต่อมา นางก็ถูกโอบกอดเข้ารับอ้อมแขนเย็นเยียบ
ฉู่เหอรอคอยอยู่เนิ่นนาน แต่ก็มิได้รู้สึกถึงการกระทำใดที่เลยเถิดไปกว่าเดิม นางจึงแอบเผยเปลือกตาออกเป็นรอยช่องเล็กๆ แลเห็นอาภรณ์สีแดงเข้ม และเครื่องประดับเงินบนนั้น สวมใส่แล้วรู้สึกตำกายอยู่บ้าง
ดูคล้ายจะมีบางอย่างไม่ชอบมาพากล
ฉู่เหอเงยหน้าขึ้น แนวกรามของเขาได้รูปงดงามยิ่ง ลำคอขาวเนียนยาวระหง เม็ดกระเดือกนูนขึ้นขยับครั้งหนึ่ง
