“ยากนักจะมีหนอนกินตำรับคุณภาพดีเยี่ยมเช่นนี้สักครั้ง สุดท้ายแล้วผู้ใดจะได้ครอบครองนางเป็นแม่พิษ ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของพวกเจ้า คนบ่มยาพวกนี้แล้ว”
น้ำเสียงสิ้นสุดลง เสียงของหนักกระทบพื้นก็ดังตามมา ประตูเหล็กถูกลงดาลอีกครั้ง ตัดขาดแสงสว่างเพียงหนึ่งเดียว
ไม่นาน กระสอบป่านก็ขยับไหว เด็กสาวโผล่ศีรษะออกมาจากด้านใน
ห้องใต้ดินอันมืดสลัว อากาศชื้นแฉะ กลิ่นคาวเลือดที่อบอวลไม่จางหายชวนให้คลื่นเหียน
สีหน้าของฉู่เหอพลันแปรเปลี่ยนเป็นทุกข์ระทม
【ระบบ ข้ารู้สึกว่า... ภารกิจที่เจ้าส่งให้ข้ามันไม่มีทางสำเร็จได้】
【เจ้าแห่งร่างพยายามหน่อย โอกาสสำเร็จก็ยังมีสูงอยู่มาก】
【มีสูงแค่ไหน?】
เสียงจักรกลอันมิอาจแยกหญิงชายนั้นตอบกลับ: 【ตามการคำนวณแล้ว น่าจะมีโอกาสประมาณร้อยละศูนย์จุดศูนย์สามกระมัง】
ฉู่เหออยากเอาศีรษะโขกพื้น ส่งตัวเองกลับไปเสียเดี๋ยวนั้นยิ่งกว่า
แต่ยามนี้นางถูกมัดมือมัดเท้า ถึงขั้นดิ้นคลานคดเคี้ยวก็ยังยากเย็น บาดแผลถลอกทั่วร่าง อเนจอนาถยิ่ง
ในความมืดสงัดค่อยๆ มีความเคลื่อนไหวดังขึ้น
ฉู่เหอพินิจดูอย่างถี่ถ้วน แทบสะดุ้งตกใจกองทัพงูพิษ แมลง และหนูที่เกลื่อนพื้น ยังไม่ทันได้ตรวจดูว่าตนถูกกัดเข้าหรือไม่ เมื่อเห็นดวงตาสีแดงคู่แล้วคู่เล่าที่สว่างวาบขึ้นในมุมมืด ราวกับสัตว์ร้ายหมายจะกลืนกินนางลงท้อง นางก็ยิ่งอยากร้องไห้แต่ไร้น้ำตา
ฉู่เหอหดตัวถอยหลังอย่างสุดชีวิต กระทั่งแผ่นหลังแนบสนิทกับผนัง กลิ่นอายเย็นเยียบที่รายล้อมรอบทิศยังคงทำให้นางขนศีรษะลุกชัน
【ระบบ เจ้ารีบหาทางที มิเช่นนั้นข้าคงถูกพวกมันกินเข้าจริงๆ แล้ว!】
ระบบแก้ไขให้ 【มิใช่พวกมัน หากแต่มัน】
สมดังคาด เพื่อยืนยันคำพูดของระบบ กลิ่นคาวเลือดเข้มข้นพัดตลบอบอวล ยึดครองอากาศที่อบอ้าวอยู่แต่เดิม
เสียงเนื้อหนังถูกฉีกกระชากและสัตว์ร้ายแลแมลงมีพิษเขมือบกัดกินดังขึ้นระงม หมู่แมลงมีพิษเกลื่อนพื้นกลับไม่มุ่งหน้ามายังฉู่เหอ ทว่าฆ่าฟันกันเองในหมู่พวกพ้อง
หาไม่ นั่นคือพวกมันกำลังเชื่อฟังคำสั่งของคนบ่มยาผู้เป็นนายของตน
มีเพียงผู้ชนะสุดท้ายเท่านั้น จึงจะได้ครอบครองแม่พิษที่มิอาจพบเจอได้ง่าย
ดังนั้นจะมีเพียงแค่ “มัน” หาใช่ “พวกมัน”
ฉู่เหอหลับตาลงอย่างทุกข์ทน
หลายวันก่อน นางถูกคนสวมกระสอบป่านอย่างงงงัน ตลอดทางโยกเยกโคลงเคลง ถูกพาตัวมาสู่แดนเหมียวเจียง ระหว่างทางในรถม้านางศีรษะกระแทกกระทั่งสลบ ในชั่วพริบตานั้น ในห้วงสมองของนางพลันมีเสียงหนึ่งที่เรียกว่าระบบดังขึ้น
【เดิมทีเมื่อคราที่เจ้าแห่งร่างถือกำเนิดในโลกนี้ ข้าก็ควรจะสถาปนาความเชื่อมโยงกับเจ้าแห่งร่างแล้ว สัญญาณผิดพลาด ทำให้ตอนนี้ข้าจึงเพิ่งติดต่อเจ้าแห่งร่างได้ แต่มิใช่ปัญหาใหญ่】
หาไม่ เป็นปัญหาใหญ่หลวงนัก!
ฉู่เหอที่ถูกอัดอยู่ในกระสอบป่านก็คือในชั่วพริบตานั้นเองที่ระลึกขึ้นได้ถึงเรื่องที่ตนทะลุเข้านิยาย
ในโลกที่เต็มไปด้วยกลวิธีประหลาด สิ่งอัปมงคลชั่วร้ายออกอาละวาด โลกนี้ย่อมถือกำเนิดผู้ฝึกยุทธ์แห่งฝ่ายธรรมะที่กำจัดมารปกป้องวิถีธรรมขึ้นมาหนึ่งกลุ่ม
พระเอกก็คือโอรสสวรรค์ผู้เป็นที่จับตามอง ทว่าในคราหนึ่งที่กำจัดมาร เขาได้รับบาดเจ็บสาหัส ตกลงมาจากหน้าผา หายสาบสูญไร้ร่องรอยนับแต่นั้น
โชคดีที่เขาได้รับความช่วยเหลือจากนางเอกผู้ใสซื่อบริสุทธิ์ เก็บชีวิตกลับคืนมาได้หนึ่ง
ชีวิตเก็บคืนมาได้แล้ว แต่ทันทีที่เขาลืมตาขึ้น ในชั่วขณะนั้น เขากลับพบว่าตนสูญเสียความทรงจำแต่หนหลังทั้งหมด ยามเคว้งคว้างไร้ที่พึ่ง เขากับนางเอกผู้น่ารักอ่อนโยนก็เริ่มใช้ชีวิตสามัญเรียบง่ายไปวันๆ
ชายโสดหญิงเดี่ยว ในการอยู่ร่วมกันทุกเมื่อเชื่อวัน ย่อมต้องเกิดอะไรบางอย่างขึ้น
ทว่าปัญหาคือพระเอกยังมีคู่หมั้นนางหนึ่งซึ่งมีแต่ชื่อ เพื่อตามหาพระเอกที่หายไป นางละทิ้งบ้านเรือนจากมา ผ่านความยากแค้นนับพัน กว่าจะโคจรกลับมาพบพระเอกอีกครั้ง แต่โชคชะตากลั่นแกล้ง เมื่อพบว่าพระเอกที่ความจำเสื่อมนั้นหลงรักนางเอกไปแล้ว ตัวร้ายรองก็แปรเปลี่ยนเป็นด้านมืด ชั่วร้ายทรามเลว
นางทำชั่วทุกอย่าง ถึงขั้นเปลี่ยนความรักเป็นความแค้น ร่วมมือกับศัตรู รนหาที่ตาย พยายามจับมือกับจอมวายร้ายสังหารนางเอกเพื่อแย่งชิงพระเอกคืน
บั้นปลายของนางย่อมหาดีมิได้
ถูกคนโยนลงบ่อพิษ กระดูกละลายสิ้นร่าง
หลังจากหยิ่งยโสอยู่ในโลกนี้มา 17 ปี จู่เหอก็เพิ่งระลึกได้ว่าตนสวมบทบาทเป็นตัวประกอบที่น่าสมเพชนี้
เสียงการเข่นฆ่าค่อยๆ เบาลง จะเห็นได้ว่าผู้ชนะสุดท้ายกำลังจะเผยโฉมออกมาแล้ว
ฉู่เหอขนลุกซู่ไปทั้งร่าง 【ข้าจำได้ว่าในโครงเรื่องเดิม ไม่มีช่วงที่ข้าหลงทางไปถึงแดนเหมียวเจียงเลยนะ!】
ระบบ: 【การนี้ทั้งสิ้นต้องย้อนไปตั้งแต่เจ้าของเมื่อวันนั้นเลือกเดินทางแยกเล็กด้านขวาเริ่มกล่าว】
หากนางเลือกเส้นทางเล็กด้านซ้าย ก็จะมิได้พบพานกับคนของประตูวู่อู้กู่ ไม่พบคนของประตูวู่อู้กู่ ก็จะไม่ถูกคนมองแล้วนำกลับแดนเหมียวเจียง จนตกสู่สภาพเช่นยามนี้
ฉู่เหอเคยได้ยินชื่อแซ่ของประตูวู่อู้กู่
พวกเขาขับไล่แมลงมีพิษ ช่ำชองด้านใช้วิชาเวทมนตร์คาถาเขมร ฆ่าคนในไร้สุ้มเสียง หากไปล่วงเกินพวกเขาเข้า โดยปกติแล้วก็จะกระดูกละลายสิ้นร่าง
ส่วนสิ่งที่เรียกว่าคนบ่มยา ก็คือคนที่ถูกเลี้ยงดูด้วยพิษแมลงมาตั้งแต่เล็ก พวกเขาทั้งร่างล้วนเป็นพิษ มักประหัตประหารกันเองกับพรรคพวก อารมณ์ความรู้สึกของคนถูกแมลงมีพิษและสายเลือดบั่นทอนจนสิ้น
ในยามที่เคล็ดพิษบรรลุถึงขีดสุด พวกเขาก็มิอาจนับว่าเป็น “คน” อีกต่อไป
อารมณ์ก็ดี ความทรงจำก็ดี ทุกสิ่งทุกอย่างของความเป็นคนจะมลายหายไป มีเพียงเพื่อเป็นคนบ่มยาที่แข็งแกร่งที่สุด ในยามจำเป็นจะอุทิศพลังให้แก่ประตูวู่อู้กู่เท่านั้น
หากได้แม่พิษที่ยอดเยี่ยมสักตัวหนึ่ง สำหรับการเพิ่มพูนพลังของพวกเขาย่อมมีส่วนช่วยเหลือมหาศาล
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ยามนี้ฉู่เหอก็คือ “ของดีมีราคา” ในสายตาของบรรดาคนบ่มยา
【ระบบ เจ้ารีบคิดหาทางที หากข้าต้องตายเสียตอนนี้ ข้าก็ไม่สามารถทำภารกิจช่วยโลกที่เจ้าเรียกว่านั่นสำเร็จได้!】
อีกไม่นาน โลกนี้จะพังทลายสูญหายไป
ปัญหายังคงอยู่ที่จอมวายร้ายผู้นั้น เขาเป็นพวกผิดปกติ หลังจากฆ่าพระเอกนางเอกแล้ว จู่ๆ ก็รู้สึกว่าทุกสิ่งน่าเบื่อหน่ายไปหมด ไม่มีสิ่งใดสามารถกระตุ้นความสนใจของเขาขึ้นมาได้
หลังจากทิ้งคำว่า “น่าเบื่อ” ไว้แล้ว เขากระโดดลงบ่อพิษ จบชีวิตของตนเอง
【เชื่อมต่อสัญญาณ... ไม่เสถียร... เจ้าแห่ง... ร่าง... ดูแล... ตัวเองด้วย】
หลังเสียงไฟฟ้าที่แสบแก้วหูดังขึ้น ในสมองของฉู่เหอก็ไร้ความเคลื่อนไหวอีกต่อไป
นางยังไม่ทันได้ด่าระบบเฮงซวยนี่ว่าไร้ประโยชน์เสียด้วยซ้ำ ในชั่วขณะที่สภาพแวดล้อมโดยรอบเงียบกริบ กลิ่นอายเย็นยะเยือกก็ห้อมล้อมมาจากทั่วทุกสารทิศ แทบจะปลิดชีพนางได้
ร่างเงาที่โชกเลือดก็ปรากฏขึ้น
ฉู่เหอหดตัวเข้าหากัน สั่นสะท้านเพราะฤทธิ์เย็นยะเยือก
นั่นคือร่างสูงโปร่งระหงหนึ่ง ชุ่มโชกไปด้วยเลือดทั่วทั้งร่าง ทุกย่างก้าวที่เหยียบย่ำเข้าไปบนซากเนื้อหนังและแมลงมีพิษ เสียง “ติ๋งๆ” ก็เลือนรางดังขึ้น
หยาดเลือดหยาดแล้วหยาดเล่าร่วงลงจากปลายนิ้วของเขา กลางพื้นชุ่มโชกไปด้วยโลหิต ก่อเกิดระลอกแล้วระลอกเล่าเบ่งบานขึ้น
ในสภาพแวดล้อมที่สลัวเลือนราง ได้เพียงมองเห็นแววตาสีแดงเกินเหตุของเขา ผมยาวสยายจรดข้อเท้าท่ามกลางสีเลือด อาจแลเห็นปอยเส้นผมสีขาวหิมะที่ยังมิได้แปดเปื้อนรางๆ อยู่หลายปอย
ชุดเปื้อนเลือด ผมขาวโพลน ภายใต้สิ่งเหล่านั้นบนใบหน้าเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดสกปรก ราวกับอสูรร้ายจากนรก
ในที่สุดเขาก็หยุดยืนอยู่ตรงหน้านาง เงียบกริบไร้สุ้มเสียง ราวกับเป็นของตาย
เสียงกรุบกริบดังขึ้นอีกครั้งในมุมมืด หางตาของฉู่เหอแลเห็นแมลงมีพิษที่เขาบงการพวกนั้นกำลังคืบคลานเข้ามาใกล้นาง
ภายใต้เส้นผมขาวโพลน รางๆ เป็นใบหน้าที่ขาวซีด
มุมปากนั้นค่อยๆ ยกขึ้น ปากที่อ้าแสยะกว้างส่งเสียงเย้ยหยันออกมา
“วัสดุชั้นเลิศในการหลอมพิษ เป็นของข้าแล้ว”
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง เขาก็ยื่นมือที่เปื้อนเลือดออกไป ค่อยๆ เคลื่อนเข้าไปทีละน้อย
ฉู่เหออกัดฟันกรอดหนึ่งที หลับตาลงหนึ่งที ตะโกนว่า: “เจ้าฆ่าข้าไม่ได้ ข้ากับเจ้าต่างมีเนื้อหนังสัมพันธ์กันฉันสามีภรรยาแล้ว บางทีในท้องของข้าอาจมีสายเลือดของเจ้าแล้ว หากเจ้าฆ่าข้า นั่นก็คือหนึ่งศพสองชีวิต!”
ความเคลื่อนไหวหยุดชะงัก
แมลงมีพิษราวกับถูกกำแพงซึ่งมองไม่เห็นขวางกั้นไว้ ต่างก็หยุดนิ่งอยู่นอกเส้นกั้น
มือเปื้อนเลือดนั่นค้างอยู่เหนือหน้าผากของนาง เช่นเดียวกันมิได้รุกคืบเข้ามาอีก
ฉู่เหอรออยู่ครู่หนึ่ง ค่อยๆ แง้มตาที่หลับแน่นออกเป็นรูเล็กๆ “ติ๋ง” ดังหนึ่ง เสียงเลือดหยดหนึ่งหยดลงบนผิวหน้าของนาง ดั่งดอกไม้งามแย้มบาน
คนบ่มยาที่พิษงูบรรลุถึงขีดสุดแล้วจะสูญเสียความรู้สึกและความทรงจำในการเป็นคน จึงจะไร้ความกังวลห่วงหา ปรนนิบัติรับใช้ประตูวู่อู้กู่ได้ดียิ่งขึ้น
คนบ่มยาผู้นี้สามารถสังหารฟันฝ่ามาถึงคนสุดท้ายได้ นับว่าไม่ธรรมดา ย่อมต้องบรรลุถึงขั้น “สุดขีด” แล้ว
ฉู่เหอเห็นเขาไม่มีท่าทีขยับตัว แทบน้ำตาไหลพราก น่างทายถูกแล้วจริงๆ!
ทันใดนั้น หลังมือนางเย็นวาบ สายตาจับเห็นงูเขียวตัวเล็กตัวหนึ่งเลื้อยมาบนมือนาง ฉับพลันมันก็พันรอบข้อมืออย่างรวดเร็ว หัวงูสามเหลี่ยมพุ่งเป้าไปยังผิวหนังตรงที่ชีพจรของนางเต้นอยู่ เผยให้เห็นเขี้ยวที่เต็มไปด้วยพิษร้าย นางศีรษะชาไปทั้งหัว แต่ไม่กล้าขยับตัวมาก
เงาคนถามพร้อมรอยยิ้มว่า “คำพูดของเจ้า หมายความว่าเช่นไร?”
ฉู่เหอเดาได้ว่างูเขียวตัวเล็กที่พันอยู่รอบข้อมือนั่น ก็คือเครื่องจับเท็จ เมื่อใดที่นางโกหก งูพิษตัวนี้ก็จะปลิดชีพนาง
นางหลับตาลงหายใจเข้าลึกๆ เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง ก็พูดรัวเป็นชุดว่า:
“การที่ข้าออกจากบ้านในครั้งนี้ก็เพื่อตามหาคู่หมั้นของข้า ข้ากับเขาหมั้นหมายกันตั้งแต่เล็ก ความสัมพันธ์ย่อมดีเสมอมา เพียงเพราะประสบอุบัติเหตุ คู่หมั้นของข้ากับข้าขาดการติดต่อ ข้าเป็นห่วงยิ่ง เกรงว่าคงไม่มีวันโคจรกลับมาเจอกันอีก จึงออกตามหา จนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ ข้าจึงทราบว่าเหตุที่พวกเราขาดการติดต่อ ก็เพราะคู่หมั้นของข้าสูญเสียความทรงจำไป!”
งูเขียวตัวเล็กแลบลิ้นเข้าออก เก็บเขี้ยวพิษลง เลื้อยคลานลงมาจากแขนของฉู่เหอ จากนั้นก็เลื้อยไปตามเงาคนสีเลือด ขึ้นไปพันอยู่บนแขนของเขา
สิ่งนี้แสดงว่าคำพูดของนางเป็นความจริง
ฉู่เหอยังคงไม่มีความกล้าพอจะมองงูพิษที่พันอยู่บนแขนของเขา ยามนี้นางยิ่งหวาดกลัวเหลือเกินว่าตนจะกลายเป็นศพอีกศพหนึ่งที่นอนอยู่ที่นี่
ครู่ใหญ่ผ่านไป อากาศก็ยังสงัดเงียบ
จิตใจของฉู่เหอกระวนกระวาย รู้สึกเพียงว่าตนเองราวกับถูกวางบนกระทะน้ำมันให้ทอดทรมาน
ในชั่วพริบตา เชือกที่มัดมือนางและมัดเท้าก็กลายสภาพเป็นซากผุพังร่วงหล่น
มือเปื้อนเลือดนั่นก็หดกลับไป