ตำหนักฉีหลวน
นับแต่จวินเจ๋อเฉินส่งหมอหลวงมาประจำ หลิงเยวี่ยก็ต้องเผชิญกับฝันร้ายทุกวัน ถูกหมอหลวงบังคับให้กินยาอย่างเข้มงวด
นางต่อต้านสุดหัวใจ ส่ายหน้าสุดแรง ไม่อยากดื่มยาต้มที่ส่งกลิ่นขมออกมา ทว่าหมอหลวงกลับหน้าตึง เอ่ยเสียงเย็นชาว่ายาต้มนี้เพียงทำให้นางดูอ่อนแอจากภายนอกเท่านั้น เพื่อสร้างภาพลวงตาว่าอีกหนึ่งเดือนนางจะสิ้นใจอย่างกะทันหัน
หลิงเยวี่ยจำต้องดื่ม
หมอหลวงเป็นคนขององค์รัชทายาท ทั้งยังเฝ้าดูอย่างไร้ความปรานีทุกวัน ต้องเห็นกับตาว่าหลิงเยวี่ยดื่มยาต้มลงไป จึงจะวางใจจากไปได้
แรกเริ่มหลิงเยวี่ยเชื่อคำพูดของหมอหลวง แต่เมื่อกำหนดหนึ่งเดือนใกล้เข้ามาทุกที นางก็พบด้วยความหวาดผวาว่าสภาพร่างกายของตนย่ำแย่ลงเรื่อย ๆ
นางรู้สึกอ่อนเปลี้ยไปทั้งตัว ราวกับเรี่ยวแรงและชีวิตชีวาทั้งหมดถูกสูบออกไป อ่อนแอถึงขีดสุด ตลอดวันไร้เรี่ยวแรง ทำได้เพียงนอนแน่นิ่งอยู่บนเตียงอย่างไร้ชีวิตชีวา
หัวใจนางเต็มไปด้วยความหวาดกลัว เหตุใดจึงรู้สึกราวกับว่าตนกำลังจะตายจริง ๆ
วันนี้คือวันสุดท้ายของกำหนดหนึ่งเดือน หมอหลวงมาที่ตำหนักฉีหลวนอีกครั้ง
เขายกชามยามาด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ ไอร้อนบาง ๆ ยังลอยขึ้นจากขอบชาม
นางกำนัลได้รับคำสั่งให้ป้อนยาทีละช้อนเข้าปากหลิงเยวี่ย หลิงเยวี่ยอยากขย้อนยาออกมาอย่างสุดกำลัง แต่เวลานี้นางไม่มีเรี่ยวแรงเหลือแม้แต่น้อย กระทั่งลืมตายังแทบไม่ไหว ทำได้เพียงกลืนยาที่อยู่ในปากลงไปอย่างยากลำบากตามสัญชาตญาณของร่างกาย
หมอหลวงยืนอยู่ข้าง ๆ เช่นทุกวัน สังเกตสีหน้าและอาการของไท่จื่อเฟย ไม่ปล่อยให้ความเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยใด ๆ หลุดรอด บันทึกทุกอย่างลงในเวชระเบียนอย่างละเอียด
เมื่อหลิงเยวี่ยหมดสติไปอย่างสิ้นเชิง เสียงร้องไห้ของเหล่านางกำนัลในตำหนักฉีหลวนก็ดังระงมขึ้นทันที
บางคนฟุบลงข้างเตียง บางคนยกมือปิดหน้าสะอื้น ทั้งตำหนักจมอยู่ในความโศกเศร้า
ชั่วขณะเดียว ข่าวไท่จื่อเฟยสิ้นใจอย่างกะทันหันก็แพร่ไปทั่ววังหลวงดุจลมพายุ แม้แต่ฮองเฮาก็ได้ยินข่าว
