ทันทีที่รถม้าหยุดลง สีหน้าของทั้งสามคนก็เปลี่ยนไปในทันที
ฉากนอกตัวรถม้าทำให้คนขับเบิกตากว้าง ความหวาดกลัวฉายชัดบนใบหน้า
ราตรีมืดมิดราวหมึก ชายผู้เป็นหัวหน้าสวมเสื้อคลุมสีดำทั้งตัว แผ่บุคลิกน่าเกรงขามและเย็นชา
ใบหน้าของเขาซ่อนอยู่ในเงามืด มีเพียงดวงตาคู่นั้นที่ทอประกายดุจดาวเย็นใต้แสงจันทร์ริบหรี่ ลุ่มลึกและคมกริบ
เบื้องหลังมีผู้ติดตามกว่าสิบคนยืนเรียงแถวอย่างเป็นระเบียบ ทุกคนสวมชุดรัดกุมสีดำ สวมหน้ากากเย็นเยียบ เผยให้เห็นเพียงดวงตาคู่หนึ่งที่ฉายแววสังหาร
พวกเขาเงียบงันราวภูตผี ทว่ากลับแผ่กลิ่นอายชวนให้คนอกสั่นขวัญแขวน
เสียงกีบม้าแผ่วเบาดังก้องชัดเจนเป็นพิเศษในราตรีอันเงียบสงัด
คนขับม้าหวาดหวั่นยิ่งนัก หรือว่าคนในรถม้าไปล่วงเกินผู้ใดเข้า จึงมีนักฆ่าในยุทธภพมาตามเอาชีวิต?
แต่คนเหล่านี้ก็ยังไม่มีท่าทีลงมือเลยนี่นา
คนขับม้าฝืนสะกดความกลัวที่พลุ่งพล่านในใจ ก่อนเอ่ยถามเสียงสั่นว่า “ท่านกุ้ยเหรินเบื้องหน้า โปรดหลีกทางให้พวกเราผ่านไปได้หรือไม่?”
ทว่าผู้ที่ขวางทางกลับทำราวกับไม่ได้ยิน ไม่เอ่ยสักคำ คนขับม้ายิ่งกระวนกระวาย หัวใจเต้นกระหน่ำราวตีกลอง
เขาสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ พยายามตั้งสติ ก่อนถามเข้าไปในรถม้าว่า “คุณชายจงหลี ทางข้างหน้าถูกคนขวางไว้ขอรับ”
ภายในรถม้า หนิงเฉียนกับลี่จิ้งได้ยินเช่นนั้นก็สบตากัน ใจพลันกระตุกวูบ
จงหลีหมิงชวนเห็นท่าทางของทั้งสองคนก็ขมวดคิ้วแน่น กัดฟัน ก่อนลงจากรถม้าเป็นคนแรก
ทันทีที่ลงไปก็เห็นชายผู้เป็นหัวหน้ากำลังนั่งอยู่บนหลังม้า
เป็นชายที่พบกันในชิงเฟิงจุ้ยวันนี้จริง ๆ ท่ามกลางราตรี ความรู้สึกกดดันที่ชายผู้นี้แผ่ออกมายิ่งรุนแรง กดทับจนแทบหายใจไม่ออก
จงหลีหมิงชวนเดินทางทั่วสารทิศมาหลายปี ไม่ใช่ไม่เคยพบเห็นสถานการณ์ใหญ่โต เขาลองประเมินฝีมือของคนเหล่านั้นบนหลังม้า
ยิ่งทำให้ตกตะลึงกว่าเดิม
ฝีมือของทุกคนดูลึกล้ำยากหยั่งถึง พวกเขาไม่ใช่คนธรรมดาอย่างแน่นอน!
วันนี้เห็นทีจะเดินทางต่อได้ยาก
แต่คนเหล่านี้ก็ยังไม่มีทีท่าลงมือ บางทีอาจเจรจากันได้
จงหลีหมิงชวนก้าวไปข้างหน้าสองสามก้าว ประสานมือคารวะแล้วกล่าวว่า “พี่ชายท่านนี้ ไม่ทราบว่ามีธุระอันใด เหตุใดจึงขวางทางพวกเรา?”
