ฉู่ชิงเหยากุมศีรษะ พลางจ้องฉู่เช่าเหย่เขม็ง “พี่ชาย ท่านนี่ช่างน่าเบื่อจริง ๆ ข้าแค่อยากได้สัตว์วิญญาณประจำชีวิตที่งดงามสักตัว ต่อไปค่อยทำสัญญากับสัตว์วิญญาณที่แข็งแกร่งอีกตัวไว้คุ้มครองข้า แค่นี้ก็พอแล้วไม่ใช่หรือ”
หลานฟางเพิ่งเดินออกมาจากห้องครัวพอดี พอได้ยินคำพูดของฉู่ชิงเหยาก็หัวเราะเยาะอย่างไม่ไว้หน้า
“โธ่ ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะมีพรสวรรค์เป็นจอมวิญญาณหรือไม่ ก็พูดจาโอ้อวดเสียแล้ว จอมวิญญาณขั้นสองจึงจะทำสัญญากับสัตว์วิญญาณตัวที่สองได้ ขอเพียงเจ้าเป็นจอมวิญญาณขั้นหนึ่งได้ แม่ก็ดีใจจนต้องจุดธูปขอบคุณสวรรค์แล้ว”
ฉู่ชิงเหยากระทืบเท้าครั้งหนึ่ง เอ่ยอย่างขุ่นเคืองว่า “ฮึ ท่านแม่จะดูแคลนลูกสาวของตัวเองได้อย่างไร ข้าสังหรณ์ใจว่าข้าต้องเป็นจอมวิญญาณได้แน่ แถมยังเป็นจอมวิญญาณที่เก่งกว่าท่านพ่อเสียอีก”
“โอ้โห” หลานฟางหัวเราะ “ลูกสาวแม่ช่างไม่ธรรมดาจริง ๆ”
นางยังคิดจะเยาะเย้ยอีกสักสองประโยค แต่ถูกฉู่วั่งชานดึงแขนไว้เสียก่อน
ฉู่วั่งชานยิ้มแย้มกล่าวว่า “ข้าว่าชิงเหยาของเราดูมีท่าทีเป็นจอมวิญญาณอยู่ไม่น้อย ต่อให้เป็นจอมวิญญาณไม่ได้ก็ไม่เป็นไร แต่งงานมีลูก ตั้งหลักปักฐานอยู่ในหมู่บ้านของเรา ใช้ชีวิตเรียบง่ายและมีความสุขไปตลอดชีวิตก็ดีเหมือนกัน”
ฉู่ชิงเหยามุ่ยปาก “ข้าไม่แต่งงานหรอก บุรุษหนุ่มในหมู่บ้านเราน่ะ เทียบแม้แต่นิ้วเดียวของพี่ชายยังไม่ได้ ข้าไม่มีทางแต่งกับพวกเขาแน่”
หลานฟางกลอกตามองนาง “ตัวเจ้าเองก็เป็นแค่เด็กสาวบ้านนอก ยังจะมาดูแคลนคนอื่นอีกหรือ”
ฉู่วั่งชานยิ้มพลางไกล่เกลี่ยว่า “ถ้าอย่างนั้นชิงเหยาของเราก็ตั้งใจฝึกฝนให้เป็นจอมวิญญาณผู้เก่งกาจ แล้วเข้าเมืองไปเลือกหาเถิด อย่างไรก็คงเจอบุรุษในฝันที่ถูกใจเจ้าได้สักคน”
ฉู่ชิงเหยาครุ่นคิดอย่างจริงจังอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนส่ายหน้า “ไม่เอาดีกว่า ไม่ว่าใครก็สู้ท่านพ่อกับพี่ชายไม่ได้ ข้าไม่แต่งงานหรอก”
ฉู่วั่งชานผู้เป็นบิดาถูกคำพูดของลูกสาวคนโปรดกล่อมจนชื่นใจไปทั้งตัว มุมปากอดยกขึ้นไม่ได้
หลานฟางเห็นท่าทางกระหยิ่มยิ้มย่องของเขา ก็อดหัวเราะพลางดุไม่ได้ “อย่าแอบยิ้มอยู่คนเดียว รีบไปหั่นเนื้อสักชิ้น ข้ายังรอทำอาหารอยู่”
ฉู่ชิงเหยาเดินไปซบหลังหลานฟาง ออดอ้อนว่า “ท่านแม่ ข้าอยากกินหัวใจหมูผัดพริก”
หลานฟางจิ้มหน้าผากนางเบา ๆ พลางหัวเราะดุว่า “เด็กน้อยคนนี้นี่ เจ้านี่ละรู้จักกินที่สุด”
พอได้ยินคำขอของลูกสาวคนโปรด ฉู่วั่งชานก็รีบหั่นหัวใจหมูใส่กะละมังของหลานฟาง แล้วหันไปถามฉู่เช่าเหย่ “ลูกอยากกินเนื้อส่วนไหน”
ฉู่เช่าเหย่คิดอยู่ครู่หนึ่ง “หั่นตับหมูเพิ่มอีกหน่อย เอาไปผัดด้วยกันเถิด”
ฉู่วั่งชานรับคำว่า “ได้เลย!” แล้วลงมือหั่นตับหมูอย่างคล่องแคล่ว ตับหมูทั้งชิ้นใหญ่เกินไป หากผัดทั้งหมดคงกินไม่หมด
หลานฟางยกกะละมังกลับเข้าครัวไปทำอาหาร ฉู่ชิงเหยากระโดดโลดเต้นตามไป “ท่านแม่ ข้าจะช่วยทำด้วย”
ส่วนฉู่เช่าเหย่ก็ยกโต๊ะเก้าอี้ที่ใช้กินข้าวออกจากในบ้านมาวางในลาน แล้วจัดวางชามตะเกียบให้เรียบร้อย
เวลานี้เป็นช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิ ต้นฤดูร้อน กลางวันเริ่มร้อนอบอ้าว แต่พอตกเย็นก็จะกลับมาเย็นสบาย กินข้าวในลานจึงสบายกว่าในบ้าน
หลานฟางทำงานคล่องแคล่ว เพียงไม่นานก็ทำอาหารเสร็จและยกออกมา ฉู่วั่งชานเองก็ชำแหละเนื้อหมูเรียบร้อยแล้ว แยกประเภทใส่กะละมังไว้หลายใบ
ฉู่เช่าเหย่ช่วยยกกะละมังเนื้อไปเก็บไว้ในห้องครัว ครอบครัวล้างมือให้สะอาดแล้วจึงเริ่มกินข้าว
ดวงดาวสองสามดวงประดับอยู่บนขอบฟ้า ลานบ้านชาวนาเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและกลิ่นหอมของอาหาร ฉู่เช่าเหย่ยิ้มบาง ๆ แม้คนตระกูลฉู่จะไม่ได้มีสายเลือดเดียวกับเขา แต่ครอบครัวก็ไม่ได้ถูกกำหนดด้วยสายเลือดเพียงอย่างเดียว
การได้อยู่กับครอบครัวเช่นนี้ กินอาหารฝีมือคนในบ้านสักมื้อ เขารู้สึกว่านี่คงเป็นเรื่องที่มีความสุขที่สุดในโลกแล้วกระมัง
--
สามวันผ่านไปในพริบตา วันนี้เป็นวันที่เด็ก ๆ ในหมู่บ้านซึ่งมีอายุครบสิบสองปีจะไปยังเมืองอำเภอ เพื่อทดสอบพรสวรรค์และอัญเชิญสัตว์คู่สัญญา
แต่เช้าตรู่ หลานฟางก็ปลุกเด็กทั้งสองขึ้นมา แล้วยื่นเสื้อผ้าชุดใหม่ให้พวกเขาคนละชุด
นางเริ่มตัดเย็บเสื้อผ้าให้เด็กทั้งสองตั้งแต่สามเดือนก่อนแล้ว อย่างไรเสียวันนี้ก็เป็นวันสำคัญของพวกเขา ต้องแต่งตัวให้ดูดีสักหน่อย จะได้ไม่ถูกคนในเมืองอำเภอดูแคลน
ชุดของฉู่ชิงเหยาเป็นกระโปรงสีน้ำเงิน ที่ปลายแขนเสื้อ คอเสื้อ และเอวผูกริบบิ้นพลิ้วไหว หลานฟางอ้างอิงแบบกระโปรงที่กำลังนิยมในเมืองอำเภอ จึงได้ชุดที่ทั้งงดงามและพลิ้วไสว
ส่วนฉู่เช่าเหย่ายังคงสวมชุดสีดำเช่นเดิม ทว่าหลานฟางตั้งใจซื้อด้ายเงินมาเย็บลายเมฆไว้ตรงปลายแขนเสื้อและชายเสื้อคลุม ดูเรียบขรึมแต่แฝงความหรูหรา
ทั้งสองเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จก็ยืนเคียงกัน ฉู่ชิงเหยายกชายกระโปรงหมุนรอบหนึ่ง “ท่านแม่ ข้าดูดีหรือไม่”
หลานฟางมองลูกชายลูกสาวที่เติบโตเป็นหนุ่มสาวแล้ว ยิ้มกว้างจนหุบไม่ลง “ดูดี ทั้งคู่ดูดีมาก”
สมแล้วที่เป็นฝีมือนาง เด็กที่เลี้ยงมาช่างหน้าตาสดใส รูปร่างงามสง่า หากไม่บอก ใครจะดูออกว่าเด็กสองคนที่ดูสูงศักดิ์เช่นนี้มาจากหมู่บ้านเล็ก ๆ บนเขา
ฉู่วั่งชานบังคับรถเทียมกระดานมาหยุดหน้าประตูลาน ก่อนร้องถามว่า “เตรียมตัวพร้อมหรือยัง จะออกเดินทางแล้ว”
ทั้งสองขานรับ เดินออกจากลานบ้านแล้วปีนขึ้นไปนั่งบนรถเทียมกระดาน
รถเทียมกระดานคันนี้มีขนาดใหญ่ สองข้างตอกม้านั่งยาวไว้ นั่งได้สิบกว่าคน ตัวที่ลากรถคือโคตาเดียวสัตว์คู่สัญญาของฉู่วั่งชาน โคตาเดียวมีรูปร่างคล้ายวัวเหลือง แต่มีดวงตาเพียงดวงเดียว อยู่ตรงกลางหน้าผาก
โคตาเดียวเป็นสัตว์วิญญาณขั้นหนึ่ง พละกำลังในการต่อสู้ไม่ได้เหนือกว่าวัวเหลืองธรรมดามากนัก แต่มีสติปัญญาสูงกว่ามาก ทั้งยังมีนิสัยอ่อนโยนกว่า
ฉู่วั่งชานได้เป็นผู้ใหญ่บ้าน ไม่เพียงเพราะเป็นคนซื่อสัตย์และเที่ยงธรรมเท่านั้น แต่ยังเพราะมีสัตว์คู่สัญญา จึงพอจะนับได้ว่าเป็นจอมวิญญาณคนหนึ่ง
ฉู่วั่งชานนั่งอยู่บนหลังโคตาเดียว เขาบังคับรถโดยไม่ต้องใช้แส้ เพียงเอ่ยสั่งว่า “ต้าหวง พวกเราไปบ้านฉางเกินก่อน”
โคตาเดียวร้องมอหนึ่งครั้งแทนคำตอบ แล้วก้าวเดินไปทางบ้านฉางเกิน
ปีนี้ในหมู่บ้านมีเด็กอายุครบสิบสองปีทั้งหมดแปดคน นอกจากฉู่เช่าเหย่กับฉู่ชิงเหยาแล้ว ยังมีเด็กชายอีกสี่คนและเด็กหญิงอีกสองคน
เด็กหญิงคนหนึ่งชื่อฉู่ชิงยวี่ ฉู่ชิงเหยาสนิทกับนางมากที่สุด พอเห็นนางก็รีบทักว่า “ชิงยวี่ รีบมานั่งด้วยกันเร็ว”
ฉู่ชิงยวี่ขึ้นมาบนรถแล้วนั่งลงข้างฉู่ชิงเหยา นางมองกระโปรงตัวใหม่ของฉู่ชิงเหยา พลางเอ่ยอย่างอิจฉาเล็กน้อยว่า “ชิงเหยา กระโปรงตัวใหม่ของเจ้าสวยจริง ๆ”
“ท่านแม่เพิ่งตัดให้ข้า” ฉู่ชิงเหยาตอบอย่างเบิกบาน “ผ้าคาดผมของเจ้าก็สวยมากเหมือนกัน อีเฉียนปักให้หรือ”
ฉู่ชิงยวี่แตะผ้าคาดผมบนศีรษะ บิดาของนางเสียชีวิตตั้งแต่นางอายุห้าขวบ เหลือเพียงนางกับมารดาที่พึ่งพากันและกัน ครอบครัวมีชีวิตความเป็นอยู่ลำบาก แค่กินให้อิ่มยังแทบไม่ไหว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการตัดเสื้อผ้าชุดใหม่ จึงได้เพียงผ้าคาดผมเส้นใหม่นี้เท่านั้น
ผ้าคาดผมมีพื้นสีเขียวอมฟ้า บนนั้นปักปลาน้อยสีขาวสองตัวที่ดูมีชีวิตชีวา ประณีตและเรียบงาม ทั้งยังเข้ากับบุคลิกอ่อนโยนงดงามของฉู่ชิงยวี่เป็นอย่างดี
ฉู่ชิงยวี่เอ่ยอย่างกระดากใจเล็กน้อยว่า “ช่วงนี้ข้าปักผ้าขายได้เงินมา ถ้าเจ้าชอบ กลับไปแล้วข้าจะทำให้เจ้าสักเส้น”
ฉู่ชิงเหยาโอบแขนนางอย่างสนิทสนม “ชิงยวี่ เจ้าเก่งจริง ๆ ถึงกับหาเงินเองได้แล้ว ถ้าอย่างนั้นข้าขอรับไว้โดยไม่เกรงใจนะ ข้าอยากได้ลายดอกหลันฮวา”
ฉู่ชิงยวี่ยิ้มพลางพยักหน้า นางลอบมองฉู่เช่าเหย่ที่นั่งอยู่อีกด้านของฉู่ชิงเหยา ฉู่เช่าเหย่กำลังหลับตาพักผ่อน คล้ายไม่ได้สนใจบทสนทนาของพวกนาง
ฉู่ชิงยวี่ผ่อนลมหายใจออกเล็กน้อย ความรู้สึกนั้นบอกไม่ถูกว่าเป็นความเสียดายหรือโล่งใจ
ทั้งที่เติบโตมาในหมู่บ้านเดียวกันแท้ ๆ แต่นางกลับรู้สึกเสมอว่าฉู่เช่าเหย่แตกต่างจากพวกนาง ไม่ใช่เพียงเพราะฉู่เช่าเหย่หน้าตาหล่อเหลา หรือเพราะเขาอายุน้อยแต่เป็นนายพรานฝีมือดี หากเป็นเพราะบรรยากาศรอบกายของเขา
เขาเป็นดั่งหงส์ป่าที่โผบินสูงอยู่บนฟากฟ้า ห่างไกลจากนางซึ่งยืนอยู่บนพื้นดินจนไม่อาจเอื้อมถึง
