หลังงานเลี้ยงสิ้นสุดลง ฉู่เช่าเหย่และคนอื่น ๆ ก็เตรียมออกเดินทางไปเมืองจู้หยู จากหมู่บ้านฉู่เจียจุนไปเมืองจู้หยูต้องใช้เวลา 2 วัน ฉู่ชิงเหยากับพวกนางจึงอยากไปถึงก่อน 1 วัน จะได้ทำความคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อม
แต่เช้าตรู่ ฉู่วั่งชานก็ขับเกวียนวัวพาเด็กทั้งสามไปยังเมืองชิงอู ที่นั่นมีสถานีพักม้าให้เช่าสัตว์วิญญาณสำหรับเดินทาง ซึ่งรวดเร็วกว่าเกวียนวัวมาก
หลานฟางกับหลิ่วเชี่ยนมาส่งพวกเขาถึงปากหมู่บ้าน ดวงตาของหลิ่วเชี่ยนแดงก่ำตั้งนานแล้ว นางใช้ผ้าเช็ดหน้าซับน้ำตา ส่วนหลานฟางผู้ร่าเริงอยู่เสมอก็อดขอบตาแดงระเรื่อไม่ได้เช่นกัน
นางกอดเด็กทั้งสองแน่น เอ่ยอย่างอาลัยอาวรณ์ว่า “ว่างเมื่อไรก็กลับมาเยี่ยมแม่บ้างนะ แม่จะทำของอร่อยไว้ให้พวกเจ้า”
ฉู่ชิงเหยาผู้ร่าเริงไม่คิดมากมาตลอดโผเข้ากอดหลานฟาง ร้องไห้จนแทบมีน้ำมูกฟองปุดออกมา ตรงกันข้าม ฉู่ชิงยวี่ผู้ขี้อายและขลาดเขลาอยู่เสมอกลับไม่ร้องไห้ ทั้งยังปลอบหลิ่วเชี่ยนแทนด้วยซ้ำ
ฉู่วั่งชานเอ่ยอย่างจนใจว่า “เอาละ เลิกร้องไห้กันได้แล้ว เด็ก ๆ ไม่ได้จากไปแล้วไม่กลับมาสักหน่อย”
หลานฟางถลึงตามองเขา “ถุย ปากเสียจริง พูดจาดี ๆ ไม่เป็นหรืออย่างไร”
ทั้งสามขึ้นนั่งบนเกวียนวัว โคตาเดียวค่อย ๆ เคลื่อนห่างออกไป หมู่บ้านฉู่เจียจุนเล็กลงจนเหลือเพียงเค้าโครง ครั้นใกล้จะลับตา เสียงหมาป่าหอนอันยาวไกลพลันดังมาจากป่าทึบเบื้องหน้า
ฉู่เช่าเหย่หันขวับไปมองทางป่าทึบ เขารู้ว่านี่คือซวงเยว่กำลังกล่าวลา
ฉู่ชิงเหยาไม่รู้ว่ามีหมาป่ายักษ์อยู่ จึงถามอย่างประหลาดใจว่า “แถวนี้มีหมาป่าด้วยหรือ เป็นสัตว์วิญญาณหรือสัตว์ป่า มันจะทำร้ายคนหรือไม่”
