ภัตตาคารไท่ไป๋เป็นโรงแรมขนาดใหญ่ ย่อมมีห้องจัดเลี้ยงขนาดใหญ่ และไม่ได้มีแค่ห้องเดียว
ขณะนี้ ทางเดินสองข้างจากประตูทางเข้าจนถึงเวทีในห้องจัดเลี้ยงเชียวเฉียว ซึ่งเป็นห้องที่ใหญ่ที่สุด ถูกปูด้วยกุหลาบแดงสดใสเต็มพื้นที่ ภายในยังตกแต่งอย่างอลังการยิ่งนัก
การจัดงานใหญ่โตเช่นนี้ เห็นได้ชัดว่าค่าใช้จ่ายสูงกว่าการจัดงานแต่งงานของคนทั่วไปเสียอีก
ใต้เวทีมีแขกนั่งอยู่เกือบร้อยคน ทั้งเพื่อนร่วมชั้นของหยางเหว่ยตั้งแต่สมัยประถมจนถึงมหาวิทยาลัย รวมถึงเหล่าเพื่อนฝูงจอมเสเพลในสังคม
ท่ามกลางเสียงโห่ร้องและเสียงปรบมือของทุกคน หยางเหว่ยคุกเข่าข้างหนึ่งลงกับพื้น ล้วงกล่องแหวนกำมะหยี่ใบประณีตจากกระเป๋าสูทออกมาเปิด ข้างในมีแหวนประดับเพชรเม็ดเล็กวงหนึ่งนอนอยู่ ส่องประกายระยิบระยับใต้แสงไฟ
เขาเงยหน้ามองเจ้ายู้ฉิง เอ่ยด้วยน้ำเสียงเปี่ยมรักว่า “ยู้ฉิง แต่งงานกับฉันเถอะ!”
ทว่าเจ้ายู้ฉิงซึ่งยืนอยู่ตรงข้ามกลับไม่ได้สวมชุดราตรีสีขาวหรูหราที่หยางเหว่ยเตรียมไว้ให้โดยเฉพาะ เธอสวมเพียงกระโปรงยาวสีดำเก่า ๆ ตัวหนึ่ง
หากหลี่เฟิงอยู่ที่นี่ เขาคงจำได้ทันทีว่า นั่นคือชุดที่เขาทำงานหาเงินซื้อให้ในช่วงปิดเทอมฤดูร้อนก่อนเข้าเรียนมหาวิทยาลัย
เจ้ายู้ฉิงยังคงเย็นชาเช่นเคย ใบหน้าไร้ซึ่งอารมณ์ ดวงตาคู่งามสงบนิ่งราวกับบึงน้ำที่ไร้ระลอกคลื่น
เธอราวกับมองหยางเหว่ยเป็นอากาศ สายตากวาดมองฝูงชนใต้เวทีเป็นครั้งสุดท้าย ทว่ายังคงไม่เห็นเงาของหลี่เฟิง
ขนตาของเธอหลุบลงเล็กน้อย ความรู้สึกผิดหวังที่อธิบายไม่ถูกพลันเอ่อท้นขึ้นในใจ
ใช่แล้ว เมื่อสี่ปีก่อน เธอบอกเลิกกับหลี่เฟิงโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย ทำร้ายจิตใจเขาอย่างแสนสาหัส
สี่ปีต่อมา เธอกลับเชิญหลี่เฟิงมาเป็นสักขีพยาน ให้ชายอื่นขอเธอแต่งงาน
แต่เธอก็มีความจำเป็นที่พูดออกมาไม่ได้
สายตาของเจ้ายู้ฉิงค่อย ๆ เลื่อนไปยังใบหน้าของหยางเหว่ย ในใจไม่มีความซาบซึ้งแม้แต่น้อย มีแต่ความรู้สึกขยะแขยง
