ได้ยินดังนั้น จิมเปียวก็ผ่อนลมหายใจอย่างโล่งอกไปเล็กน้อย พยักหน้าหงึกหงักราวกับไก่จิกข้าว “ได้ ได้ ได้ พี่เฟิง พวกเราจะไปรอข้างนอก! มีอะไรจะสั่งก็เรียกพวกเราได้เลย!”
พูดจบ จิมเปียวก็พาลูกน้องสองสามคนออกจากห้องส่วนตัวอย่างระมัดระวัง ยังไม่ลืมค่อย ๆ ปิดประตูตามหลัง
ทันทีที่ประตูปิด ลูกน้องสองสามคนก็พากันเข้ามากระซิบกับจิมเปียวเสียงเบา “พี่เปียว รีบหนีกันเถอะ! ถ้าเขาหันกลับมาจัดการพวกเราจะทำยังไง?”
จิมเปียวขมวดคิ้ว ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
ตอนนี้หลี่เฟิงกำลังสนใจเกอซูม่านอยู่ ต่อให้เก่งกาจเกินคนแค่ไหน ก็คงไม่รู้หรอกว่าพวกเขาแอบหนีไปใช่ไหม?
แต่เขาเพิ่งจะคิดพยักหน้า
เสียงของหลี่เฟิงก็ดังขึ้นจากในห้องส่วนตัวอย่างกะทันหัน แม้จะเบาและแผ่ว แต่พอลอดผ่านประตูออกมากลับสะเทือนจนหูแทบหนวก “จิมเปียว ถ้าแกกล้าเดินออกไปสักก้าวก็ลองดู!”
จิมเปียวกับพวกสะดุ้งจนตัวสั่น ขาทั้งสองข้างราวกับถูกตอกตรึงไว้กับพื้น ไม่กล้าขยับแม้แต่น้อย ความคิดที่จะแอบหนีหายวับไปจากหัวจนหมดสิ้น
ภายในห้องส่วนตัว
เกอซูม่านลุกขึ้นจากพื้น จัดผมที่ยุ่งเหยิงกับเสื้อผ้าให้เข้าที่ ก่อนหยิบกระเป๋าบนเก้าอี้ขึ้นมา แล้วจ้องหลี่เฟิงอย่างไม่ยินยอม
แผนการคืนนี้เดิมทีคือให้เธอใส่ร้ายว่าหลี่เฟิงพยายามข่มขืนเธอ แล้วให้จิมเปียวกับพวกเป็นพยาน ถึงตอนนั้นต่อให้หลี่เฟิงมีปากเป็นร้อยก็แก้ตัวไม่ขึ้น
แต่สถานการณ์ตอนนี้กลับหลุดจากการควบคุมโดยสิ้นเชิง จิมเปียวกับพวกตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อ เห็นได้ชัดว่าไม่กล้าให้การปรักปรำหลี่เฟิงอีกแล้ว
ถ้าอย่างนั้น ต่อให้เธอโทรแจ้งตำรวจตอนนี้ พอคนจากสถานีตำรวจมาถึง ก็มีแค่คำพูดของเธอฝ่ายเดียว ไม่มีทางเอาผิดหลี่เฟิงได้เลย
นั่นหมายความว่า แผนการคืนนี้ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง
“จะสั่งสอนฉันงั้นเหรอ?”
เกอซูม่านหัวเราะเยาะ ใบหน้าเต็มไปด้วยความดูแคลน แววตาไม่เห็นหัวเขาแม้แต่น้อย “หลี่เฟิง หยางเหว่ยแย่งแฟนสาวของนายไป ทั้งยังรังแกนายมาตลอดสี่ปี นายยังไม่กล้าแม้แต่จะปริปากสักคำ คนทั้งมหาวิทยาลัยหยุนเฉิงใครบ้างไม่รู้ว่านายน่ะขี้ขลาด?”
