เฉินจี้จู่ยิ้มพลางเอ่ยถามว่า “จะชนะได้หรือไม่?”
“ตัดคำว่า ‘หรือไม่’ ออกไป ย่อมชนะเป็นแน่”
หลี่ซื่อหมินกล่าวอย่างสบายอารมณ์ว่า “เจ้าเชื่อมั่นในฝ่าบาทถึงเพียงนี้เชียวหรือ?”
เฉินจี้จู่ตอบอย่างมั่นใจว่า “ใช่ ข้าเชื่อมั่น”
“ราชสำนักเตรียมการศึกครั้งนี้มานานเกือบสี่ปี ข้าคิดว่าฝ่าบาทกับเหล่าผู้บัญชาการทหารคงวางแผนอย่างละเอียดแล้วว่าแต่ละวันจะรบถึงที่ใด รบไปถึงขั้นไหน ใช้กลยุทธ์ใด จำนวนทหาร เวลา และสถานที่ ล้วนพิจารณาไว้ครบถ้วนแล้ว”
“ในช่วงนี้ ความขัดแย้งภายในเผ่าทูเจวี๋ยทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ เหล่าขุนนางในราชสำนักกับข่านเจี๋ยลี่ต่างเหินห่างจากกัน การปกครองชนเผ่าต่าง ๆ เช่นเผ่าเซวียเหยียนถัวและอีกสิบแปดเผ่าทูเจวี๋ยก็โหดร้ายขึ้นทุกที ความขัดแย้งระหว่างข่านเจี๋ยลี่กับข่านถูหลี่ผู้เป็นอาหลานยิ่งทวีความรุนแรง”
เรื่องเหล่านี้ล้วนเป็นข่าวที่เปิดเผย ใครอยากรู้ก็ไม่ยากนัก
เฉินจี้จู่ยิ้มแล้วเอ่ยว่า “ท่านจาง ท่านคิดว่าด้วยพระปรีชาของฝ่าบาท ในช่วงหลายปีมานี้พระองค์จะไม่ลอบผูกมิตรกับชนเผ่าเซวียเหยียนถัวและเผ่าอื่น ๆ หรือจะไม่ชักจูงข่านถูหลี่ให้หันมาสวามิภักดิ์ต่อต้าถังเชียวหรือ?”
“ผูกมิตรกับชนเผ่าทูเจวี๋ย ชักจูงข่านถูหลี่ให้แปรพักตร์ ทำให้ข่านเจี๋ยลี่ตกอยู่ในสภาพโดดเดี่ยวไร้กำลังสนับสนุน ครั้นถึงเวลานั้น กองทัพถังยกมาราวกับทหารสวรรค์ ข่านเจี๋ยลี่จะใช้สิ่งใดต้านทัพสวรรค์แห่งต้าถังได้? นี่จึงเป็นศึกที่ชัยชนะถูกกำหนดไว้แล้ว ไม่มีทางเกิดเหตุเหนือความคาดหมาย”
“ข้าพูดผิดหรือ?”
“ท่านจาง? เหตุใดทำสีหน้าเช่นนั้น?”
