“เอ่อ ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ กระหม่อมเข้าใจฝ่าบาทผิดไปแล้ว กระหม่อมสมควรตายหมื่นครั้ง!”
หลี่ซื่อหมินอธิบายอย่างร้อนรนอยู่นาน ในที่สุดก็ชี้แจงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนได้กระจ่าง
ตู้หรูฮุ่ยถอนหายใจยาว ฝ่าบาทมิได้โปรดบุรุษก็ดีแล้ว
ทว่าไม่นานเขาก็นึกบางอย่างขึ้นมาได้ จึงเอ่ยอย่างตกตะลึงว่า “ฝ่าบาท ท่านบอกว่าเด็กหนุ่มผู้นั้นเป็นคนปรุงโอสถให้กระหม่อมหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
หลี่ซื่อหมินพยักหน้า “อืม”
“บทกวีก็เป็นฝีมือเด็กหนุ่มผู้นั้นด้วยหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
มุมปากหลี่ซื่อหมินกระตุกเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้าอย่างไม่เต็มใจ “อืม”
“เขาเข้าใจว่าฝ่าบาทเป็นจางเสวียนซู่หรือพ่ะย่ะค่ะ?”
หลี่ซื่อหมินตรัสอย่างไม่พอพระทัย “เราไม่ได้บอกเจ้าไปแล้วหรือ?”
ตู้หรูฮุ่ยเอ่ยอย่างกระอักกระอ่วน “กระหม่อมรู้ความผิดแล้ว กระหม่อมเพียงใคร่รู้ยิ่งนัก”
“เหตุใดฝ่าบาทจึงไม่บอกความจริงแก่เขาเล่า?”
หลี่ซื่อหมินส่ายพระพักตร์ “เราเองก็ไม่มีโอกาส วันนี้คิดจะบอกเขาว่าเราไม่ใช่ผู้ดูแลฉางชางหลิ่ง แต่เขากลับช่วยวิเคราะห์จนสรุปว่าเราเป็นผู้ดูแลฉางชางหลิ่งเสียเอง”
“เป็นบุคคลที่มีความสามารถยิ่ง!”
ตู้หรูฮุ่ยทอดถอนใจ
เขามิใช่คนที่ไม่รู้จักตอบแทนบุญคุณ จึงเอ่ยถามว่า “ฝ่าบาท กระหม่อมขอบังอาจทูลถาม เด็กหนุ่มผู้นั้นชอบสิ่งใด กระหม่อมจะมอบของกำนัลเล็กน้อยเพื่อขอบคุณที่ช่วยชีวิตกระหม่อมไว้”
หลี่ซื่อหมินตรัสว่า “เงิน”
“……”
ตู้หรูฮุ่ยลำบากใจอยู่บ้าง แม้เขาจะมิได้ยากจนข้นแค้น แต่ก็ไม่ถึงกับมั่งคั่ง หากให้เงินน้อยไปก็จะดูไม่จริงใจ แต่ถ้าให้มาก เขาเองก็ไม่มี
“ยังมีอย่างอื่นหรือไม่?”
หลี่ซื่อหมินครุ่นคิด “เที่ยวหอนางโลมกระมัง”
ตู้หรูฮุ่ย “……”
เขาเอ่ยอย่างกระอักกระอ่วน “กระหม่อมมอบเงินให้สักหน่อยดีกว่าพ่ะย่ะค่ะ”
