ฉินเทียนขมวดคิ้วแน่น ไม่ลังเลอีกต่อไป เขายื่นมือผลักประตูไม้ผุพังที่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดแล้วก้าวเข้าไป
ลานบ้านมีขนาดเล็ก พื้นขรุขระเป็นหลุมเป็นบ่อ มุมหนึ่งกองฟืนกับข้าวของจิปาถะเอาไว้
ประตูห้องที่อยู่ตรงข้ามประตูลานแง้มไว้เล็กน้อย
เสียงไอดังมาจากข้างใน
ฉินเทียนเดินไปหยุดหน้าประตูแล้วเคาะเบา ๆ
“ใครน่ะ?” เสียงเล็กนุ่มแต่แฝงความเหนื่อยล้าของเสิ่นซีดังมาจากด้านใน
“เสิ่นซี ข้าเอง ฉินเทียน” เขาลดเสียงลง
ในห้องเงียบไปชั่วครู่
จากนั้นก็มีเสียงฝีเท้าเร่งรีบดังขึ้น
ประตูถูกเปิดออก เสิ่นซีปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าประตู
เห็นได้ชัดว่าเสิ่นซีไม่คิดว่าฉินเทียนจะมา สีหน้าของนางเต็มไปด้วยความประหลาดใจและมีแววลนลานอยู่เล็กน้อย
ดวงตาบวมตุ่ย ดูคล้ายเพิ่งร้องไห้หรือไม่ก็ไม่ได้นอนให้ดี
“พี่เทียน? ท่าน... ท่านมาที่นี่ได้อย่างไร?” เสิ่นซีเหลือบมองออกไปข้างนอกโดยไม่รู้ตัว ก่อนจะรีบหลีกทางให้ฉินเทียนเข้ามา “รีบเข้ามาเถิด อย่าให้ใครเห็น...”
ความห่วงใยและระมัดระวังในน้ำเสียงของนางทำให้หัวใจฉินเทียนอบอุ่นขึ้นอีกครั้ง
ฉินเทียนก้าวเข้าไปในห้อง
ข้างในมืดกว่าด้านนอกเสียอีก หน้าต่างบานเล็ก กระดาษที่ปิดไว้ก็ขาดรุ่งริ่ง แสงสว่างพอให้มองเห็นข้าวของได้อย่างเลือนรางเท่านั้น
กลิ่นยาฉุนปนกับกลิ่นอับชื้นเก่าแก่และกลิ่นเฉพาะตัวของคนป่วยลอยปะทะเข้ามา
บนเตียงดินที่ชิดผนังมีหญิงวัยกลางคนผอมโซจนเหลือแต่หนังกับกระดูกนอนอยู่ นางคือมารดาของเสิ่นซี
นางห่มผ้าห่มบาง ๆ ที่ปะแล้วปะอีก นอนตะแคงหันหน้าเข้าผนัง ไหล่สั่นกระเพื่อมตามแรงไออย่างหนัก ทุกครั้งที่ไอราวกับต้องใช้เรี่ยวแรงทั้งร่าง ฟังแล้วชวนให้หัวใจบีบรัด
