ฟ้ายังสลัว ฉินเทียนก็ตื่นแล้ว
ภายในถ้ำเงียบสงัด มีเพียงเสียงลมหายใจของฉินเทียนกับเสียงนกร้องเจื้อยแจ้วแว่วมาแต่ไกลในยามเช้า
เขานอนอยู่บนเตียงไม้ที่เพิ่งทำเสร็จ ยังไม่ลุกขึ้นทันที เพียงลืมตามองเพดาน รับรู้ถึงสัมผัสแห้งแข็งของพื้นไม้ใต้ร่าง แล้วเงี่ยหูฟังเสียงน้ำในลำธารใต้ดินที่เบาจนแทบไม่ได้ยิน ลอดผ่านประตูไม้หนาหนักเข้ามา
พื้นไม้กับผนังกั้นที่เพิ่งทำขึ้นช่วยกันความชื้นได้มากก็จริง แต่สถานที่อย่างถ้ำ ผนังหินกับเพดานถ้ำย่อมมีหยดน้ำเย็นชื้นซึมออกมาอยู่แล้ว หากปล่อยไว้นาน ผ้าห่มกับเสื้อผ้าก็ยังชื้นขึ้นได้ ถึงขั้นขึ้นรา
โดยเฉพาะเมื่อถึงฤดูหนาว หากก่อไฟทำอาหารในถ้ำ ความต่างของอุณหภูมิด้านในกับด้านนอกจะมากขึ้น ไอน้ำก็ยิ่งควบแน่นหนักกว่าเดิม
ต้องหาวิธีจัดการผนังถ้ำกับเพดานด้วยแล้ว
ฉินเทียนครุ่นคิดอยู่ในใจ
จะเอาไม้กระดานมาปิดทั้งหมดคงไม่ไหว แถมไม้ยังชื้นจนผุพังได้ง่าย
อิฐดินดิบล่ะ?
ดินก็มีไม่มาก แถมยังไม่แข็งแรงพอ
ฉินเทียนนึกถึงความรู้เกี่ยวกับการเอาชีวิตรอดกลางแจ้งที่เคยอ่าน และความทรงจำเลือนรางของเจ้าของร่างเดิม ในอดีตผู้เฒ่าผู้แก่คล้ายจะใช้หญ้าชนิดหนึ่งที่เหนียวเป็นพิเศษมาสานเสื้อกันฝน มุงหลังคา หรือแม้แต่ฉาบผนัง กันฝน ระบายอากาศได้ แถมยังช่วยกันความชื้น
“หญ้าสานเสื้อกันฝน... หรือเรียกว่าหญ้าจงจือกันนะ? ในภูเขาน่าจะมี” ฉินเทียนพึมพำพลางครุ่นคิด
ใบหญ้าชนิดนั้นเรียวยาวและเหนียว ทนความชื้นได้ดีเมื่อผึ่งแห้งแล้ว หากนำมาสานเป็นเสื่อหรือปูหนา ๆ ก็น่าจะดูดซับความชื้นได้
เอาตามนี้แล้วกัน
ก่อนอื่นต้องเอาเครื่องมือที่ยืมจากกองผลิตไปคืน แล้วถามดูว่าหาหญ้าชนิดนี้ได้ที่ไหน หรือไม่ก็ขึ้นเขาไปหาเองเลย
ฉินเทียนพลิกตัวลุกจากเตียงอย่างคล่องแคล่ว
เขาใช้น้ำจากลำธารใต้ดินล้างหน้าแปรงฟัน แล้วกินข้าวเย็นที่เหลือจากเมื่อคืนกับผักดองนิดหน่อยเป็นมื้อเช้าอย่างลวก ๆ
จากนั้นรวบรวมเครื่องมือเก่าสองสามชิ้น มัดด้วยเชือกหญ้าแล้วหิ้วไว้ในมือ
พอผลักประตูรั้วไม้ไผ่ออก อากาศยามเช้าตรงเชิงเขาก็สดชื่นชุ่มชื้น มีกลิ่นหอมของต้นไม้ใบหญ้าและดิน
