ลู่อี้หมิงกับพี่สะใภ้สองคนขี่รถกลับมาถึงหมู่บ้าน ระหว่างผ่านหน้าบ้านลุงใหญ่ก็เห็นรถเก๋งคันใหม่เอี่ยมจอดอยู่หน้าประตูรั้วทันที
รถคันนั้นใหม่เอี่ยมเป็นประกาย สะดุดตาเป็นพิเศษเมื่ออยู่ในชนบท รอบ ๆ มีชาวบ้านมามุงดูจนแน่น เสียงพูดคุยวิจารณ์ดังไม่ขาดสาย
เจียงกุ้ยหลาน ภรรยาของลุงใหญ่ ยืนอยู่กลางฝูงชน เชิดอกอย่างภาคภูมิใจ สีหน้าเบิกบาน กำลังโอ้อวดให้คนในหมู่บ้านฟังอย่างออกรส
“กุ้ยหลาน รถบ้านคุณดูหรูหราจริง ๆ ราคาเท่าไหร่เหรอ?” มีคนถามด้วยความสงสัย
“ไม่เท่าไหร่หรอก แค่หนึ่งแสนสองหมื่นแปดพัน จ่ายเต็มจำนวนเลย!” เจียงกุ้ยหลานพูดเสียงดัง สีหน้าเต็มไปด้วยความเหนือกว่า แทบอยากให้คนทั้งหมู่บ้านได้ยิน
ขณะที่กำลังพูด หางตาของหล่อนก็เหลือบเห็นลู่อี้หมิงกับอีกสองคนขี่มอเตอร์ไซค์ผ่านมาริมถนน จึงเชิดคางสูงขึ้นทันที แววตาเต็มไปด้วยความดูแคลน แล้วจงใจพูดเหน็บแนมขึ้นมา
“บ้านเราทำอะไรไม่ชอบเอิกเกริก ต่อให้มีเงินก็ยังใจเย็น รถก็เลยเพิ่งซื้อเอาตอนนี้ ไม่เหมือนบางคน เพิ่งหาเงินเหนื่อย ๆ มาได้ไม่กี่หยวนก็ทำเสียใหญ่โต ซื้อของมาประดับหน้าตา ทั้งที่ไม่เหมาะกับฐานะตัวเองเลยสักนิด เสียเวลาเปล่า ๆ!”
คำพูดนี้ไม่ว่าจะฟังทางตรงหรือทางอ้อม ก็พุ่งเป้าไปที่เรื่องบ้านลู่อี้หมิงติดตั้งเครื่องปรับอากาศใหม่และซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าเข้าบ้านทั้งนั้น
ลู่อี้หมิงฟังแล้วก็อดขำในใจไม่ได้ เจียงกุ้ยหลานคนนี้อยากเอาชนะคนอื่นจนปากไม่มีหูรูด แถมยังเปิดเผยจุดอ่อนของตัวเองเสียเอง
เขาไม่ได้หยุดรถ แค่หันกลับไปพูดเรียบ ๆ ว่า “บ้านป้าซื้อรถเก๋งทั้งทีจ่ายเงินสดได้ แสดงว่าทุกห้องในบ้านคงติดเครื่องปรับอากาศไว้หมดแล้วสินะครับ?”
พูดจบ เขาก็ขี่มอเตอร์ไซค์ตรงจากไป ไม่คิดต่อปากต่อคำให้มากความ
แต่เพียงประโยคเบา ๆ นั้นกลับจุดประเด็นให้ชาวบ้านที่มุงดูพูดคุยกันขึ้นมา
“จริงด้วย! ถ้ารวยจริง ทำไมถึงไม่ยอมติดเครื่องปรับอากาศสักเครื่องล่ะ?”
“อีกสามบ้านในหมู่บ้านที่มีรถเก๋ง ล้วนมีบ้านสองสามชั้น ติดเครื่องปรับอากาศเต็มบ้าน ชีวิตความเป็นอยู่ดีจริง ๆ นะ!”
“ฉันว่าแค่พยายามทำให้ตัวเองดูรวยชัด ๆ! เห็นอยู่ว่าอิจฉาบ้านลู่อี้หมิง เลยตั้งใจซื้อรถมาข่มให้เหนือกว่า!”
