กินมื้อเที่ยงเสร็จและจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ลู่อี้หมิงก็พาพี่สะใภ้สี่ หลี่ถิง กับพี่สะใภ้ห้า ถังเสี่ยวอวิ๋น ออกเดินทางไปยังตัวเมือง
ระหว่างทาง ลู่อี้หมิงขี่มอเตอร์ไซค์นำหน้าอยู่คนเดียว ส่วนหลี่ถิงกับถังเสี่ยวอวิ๋นขี่มอเตอร์ไซค์คันเดียวกันตามมาติด ๆ
วันนี้พวกเธอต้องไปขายไข่มุกที่มีมูลค่าหลายแสน ทั้งสองจึงตึงเครียดอยู่ตลอดทาง สายตาคอยระแวดระวัง ไม่ปล่อยให้ความเคลื่อนไหวรอบข้างคลาดสายตา ท่าทางระมัดระวังราวกับกำลังคุ้มกันสมบัติของชาติ
ลู่อี้หมิงมองผ่านกระจกมองหลัง เห็นทั้งคู่เกร็งจนตัวแข็งก็อดขำไม่ได้ เขาชะลอความเร็ว ขี่เข้าไปข้าง ๆ พี่สะใภ้ทั้งสอง ก่อนจะปลอบเสียงเบา
“พี่สะใภ้สี่ พี่สะใภ้ห้า ไม่ต้องตื่นเต้นขนาดนั้นหรอก ของพวกนี้ไม่ได้เอามาสวมให้ใครเห็น คนอื่นดูไม่ออกหรอก ไม่มีใครคิดแย่งหรอก”
หลี่ถิงชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่ “พวกเราดูตื่นเต้นชัดขนาดนั้นเลยเหรอ”
“ชัดมาก มองแวบเดียวก็รู้แล้ว” ลู่อี้หมิงพยักหน้าพลางยิ้ม
“งั้นเราผ่อนคลายลงหน่อย” ถังเสี่ยวอวิ๋นถอนหายใจ แลกสายตากับหลี่ถิง ทั้งคู่ยิ้มให้กันอย่างโล่งอก “ยิ่งเกร็งก็ยิ่งสะดุดตา ทำตัวตามปกติดีที่สุด”
เมื่อมีลู่อี้หมิงคอยปลอบ ก้อนหินหนักอึ้งในใจของทั้งสองก็ค่อย ๆ ร่วงลง จิตใจผ่อนคลายขึ้นทีละน้อย
ทั้งสามขี่รถไปตลอดทางจนถึงตัวเมืองอย่างราบรื่น แล้วมาถึงหน้าอาคารสำนักงานหรูที่บริษัทของเจียงเสวี่ยตั้งอยู่
ถังเสี่ยวอวิ๋นเงยหน้ามองตึกสูงหลายสิบชั้นตรงหน้า ผนังกระจกเป็นประกายดูหรูหราโอ่อ่า จึงอดรำพึงไม่ได้ว่า “ทำงานในที่แบบนี้ เงินเดือนต้องสูงมากแน่ ๆ เลยใช่ไหม”
ลู่อี้หมิงยิ้มพลางอธิบาย “มีทั้งพนักงานระดับหัวกะทิที่เงินเดือนสูง แล้วก็มีพนักงานทั่วไป ถึงจะดูหรูหรา แต่จริง ๆ ก็ไม่ได้ไกลเกินเอื้อมอย่างที่คิดหรอก”
ถังเสี่ยวอวิ๋นมองพนักงานสาวในชุดทำงานเรียบร้อยสวยงามที่เดินเข้าออกอาคาร แววตาเผยความอิจฉาอยู่บ้าง “ถ้าต่อไปฉันได้ทำงานในที่แบบนี้บ้างก็คงดี”
ลู่อี้หมิงยิ้มบาง ๆ แล้วตอบว่า “ถ้าพี่สะใภ้ทั้งสองอยากทำ วันหลังผมจะเปิดบริษัทให้ที่นี่ ให้พวกพี่เป็นเจ้านายเอง ไม่ต้องไปทำงานให้ใคร”
