ฉู่เหยียนเหยียนเงยหน้ามองป้ายที่แขวนอยู่เหนือประตู แล้วทอดถอนใจเบา ๆ
“คฤหาสน์บ่อน้ำพุร้อน ช่างตั้งชื่อได้ตรงไปตรงมาเสียจริง”
ตลอดทางต้องปีนเขาข้ามเนิน ฉู่มู่หรานเหนื่อยจนปวดเมื่อยไปทั้งร่าง ขาทั้งสองหนักอึ้งราวกับถูกถ่วงด้วยตะกั่ว ทว่าเขายังคงรวบรวมแรงเฮือกสุดท้าย อ้าปากเข้าสู่โหมดบ่นทันที
“องค์หญิงใหญ่ไม่ถนัดตั้งชื่อมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว สวนของนางชื่อสวนอวิ๋นเฟย พอให้กำเนิดบุตรีก็คร้านจะขบคิดให้เปลืองสมอง เลยเอาชื่อสวนมาตั้งเป็นชื่อบุตรสาวเสียเลย เฉิงอวิ๋นเฟยจึงได้ชื่อนี้มา”
ฉู่เหยียนเหยียนเบิกตากว้างอย่างอดไม่ได้ สีหน้าราวกับเพิ่งเปิดโลก
“แต่ก่อนข้ายังคิดว่าองค์หญิงใหญ่รักบุตรีมากเป็นพิเศษ ถึงได้ตั้งชื่อสวนตามนามของบุตรีเสียอีก คิดไม่ถึงเลยว่าเป็นสวนมาก่อน แล้วค่อยเอาชื่อสวนมาตั้งให้บุตรสาว”
“นับเป็นวิธีที่ประหยัดแรงดีเหมือนกัน” ฉู่เหยียนเหยียนยิ้มจนหางตาโค้ง ในใจพลันเกิดความคิดหนึ่งขึ้นมา
【ถ้าอนาคตฉันมีลูกสาว ก็น่าจะเอาวิธีนี้มาใช้ได้เหมือนกัน ฉันอยู่เรือนหลีเสวี่ย งั้นก็ให้ลูกชื่อหลีเสวี่ย】
ถ้อยคำนี้ตกถึงหูลู่จิ้งเซียวทุกคำ
ฝีเท้าของเขาชะงักเล็กน้อย หัวใจพลันบีบรัดขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ
ภาพหนึ่งผุดขึ้นในห้วงความคิดอย่างห้ามไม่อยู่ ฉู่เหยียนเหยียนกำลังยิ้มแย้ม พูดจาอ่อนโยนกับบุรุษอีกคน พอคิดว่าความอ่อนโยนนี้ไม่ได้เป็นของตน ความรู้สึกขมฝาดก็พลันแผ่ซ่านอยู่ในอก
หากนางแต่งกับเขาก็คงดี
ลู่หลีเสวี่ย...ฟังดูไพเราะเป็นพิเศษ
ลู่จิ้งเซียวข่มความคิดที่พลุ่งพล่านในใจ แล้วจงใจแสร้งทำท่าทีสงบนิ่ง
