หลังวางสายโทรศัพท์
ซูชิงหานขึ้นเครื่อง เดินเข้าไปในห้องโดยสาร ถอดเสื้อคลุมแล้วนั่งลง
สีหน้ากลับมาเย็นชาเช่นปกติ
เธอเปิดอัลบั้มรูปในโทรศัพท์ ข้างในมีสัญญาหมั้น รวมถึงรูปถ่ายของหวังหลงสมัยอยู่ในกองทัพตลอดหลายปีที่ผ่านมา
ซูชิงหานเฝ้าติดตามเรื่องของเขาอยู่เงียบ ๆ มาโดยตลอด
เธอไม่มีเวลามาดูแลชีวิตคู่ แต่น้องสาวอย่างซูชิงเหยากลับกำลังต้องการใครสักคนที่คอยห่วงใยและดูแลอยู่ข้างกาย
หลังคุณปู่จากไป ตระกูลซูก็เริ่มตกต่ำ
ซูชิงหานจำเป็นต้องแบกรับทุกอย่างไว้ เพื่อครอบครัว เธอเดินทางไปมาทั้งปี จนไม่มีเวลาดูแลน้องสาว
เมื่อชิงเหยามีคนคอยดูแล เธอจึงจะออกไปลุยได้อย่างไร้กังวล
ในเวลาเดียวกัน
ชานเมืองฝั่งตะวันตกของเมืองยุนเฉิง คฤหาสน์ตระกูลซู
มองจากที่ไกล ๆ จะเห็นคฤหาสน์เดี่ยวสูงสามชั้นตั้งตระหง่านอยู่
หวังหลงฮัมเพลงในใจ ก่อนจอดจักรยานสาธารณะไว้ข้างทาง
เขากำลังจะกดกริ่งประตู แต่กลับได้ยินเสียงด่าทอแหลมบาดหูดังมาจากภายในกำแพง
“ซูชิงเหยา! ซูย่าวจู่กำลังจะแต่งงาน รีบย้ายออกไปซะ เอาบ้านให้ซูย่าวจู่ใช้เป็นเรือนหอ!”
“ซูย่าวจู่เป็นทายาทชายเพียงคนเดียวของตระกูลซู เรื่องสืบทอดวงศ์ตระกูล ถ้าแกทำให้ล่าช้า จะกล้าไปสู้หน้าคุณปู่ที่ตายไปแล้วได้ยังไง!?”
หวังหลงชะงักเท้า แล้วมองตามเสียงเข้าไปด้านใน
บนสนามหญ้าหน้าคฤหาสน์ หญิงวัยกลางคนผมดัดลอนยืนเท้าเอว กำลังด่ากราดหญิงสาวที่นอนอยู่บนพื้นหญ้า
ข้างกายเธอมีชายวัยกลางคนหัวล้านร่างอ้วนยืนอยู่ เขาหรี่ตาสามเหลี่ยม ใบหน้าเปื้อนยิ้มมันเยิ้มชวนขยะแขยง คอยพูดเสริมเป็นระยะ
“ไม่ใช่ว่าอาสองใจร้ายหรอกนะ ทรัพย์สมบัติมหาศาลของตระกูลซู ถ้าพวกเธอสองพี่น้องแต่งงานออกไป สุดท้ายก็ต้องตกเป็นของคนนอกไม่ใช่หรือ?”
“ให้พี่สาวแกโอนทรัพย์สินทั้งหมดที่เป็นชื่อของเธอไปเป็นชื่อซูย่าวจู่เสียยังจะดีกว่า”
“ใช่แล้ว ซูย่าวจู่เป็นลูกชายคนโตของตระกูลซู พวกเธอยังต้องพึ่งพาซูย่าวจู่ของพวกเรา!”
“พี่สาวแกนิสัยดื้อรั้น แกก็ช่วยเกลี้ยกล่อมเธอดี ๆ อย่าทำเรื่องโง่ ๆ แบบนี้ เอาอย่างนี้ บ้านหลังนี้อยู่ในชื่อแกใช่ไหม อาสองตัดสินใจเอง โอนให้ซูย่าวจู่เสีย!”
สองคนนี้คือครอบครัวสายรองของตระกูลซู ฝ่ายชายชื่อซูชางหง ส่วนฝ่ายหญิงชื่อเจ้าชุ่ยหลาน
ให้ตายเถอะ!
หวังหลงไม่เคยเห็นคนหน้าด้านขนาดนี้มาก่อน คิดจะฮุบสมบัติของครอบครัวที่ไม่มีผู้สืบทอด แล้วยังอ้างว่าทำเพื่อคนอื่นอีกหรือ!?
ด้านหลังสามีภรรยาคู่นั้นมีชายหนุ่มร่างอ้วนยืนอยู่ ท้องป่องจนแทบจะดันซิปแตก
เขาถือถุงมันฝรั่งทอดไว้ในมือ ปากเคี้ยวตุ้ย ๆ ส่งเสียงกรอบแกรบอย่างเอร็ดอร่อย แต่ดวงตากลับกลอกไปมาจับจ้องหญิงสาวบนสนามหญ้า เห็นแล้วหวังหลงแทบอยากอาเจียน
นี่มันยังเป็นมนุษย์อยู่ไหม?
ลูกสาวบ้านไหนตาถั่วไปชอบคนแบบนี้ลงคอได้ยังไง?
สายตาของหวังหลงตกลงบนตัวซูชิงเหยา
เธอสวมชุดกระโปรงสีขาวเรียบ ๆ นอนอยู่บนสนามหญ้าที่ตัดแต่งอย่างเรียบร้อย
ท่านอนตะแคงทำให้ใบหน้าครึ่งหนึ่งจมอยู่ในเงา ส่วนอีกครึ่งหันรับแสง ใบหน้าครึ่งนั้นงดงามจนใจสั่น ผิวขาวเนียน ริมฝีปากสีชมพูระเรื่อมีประกายชุ่มชื้นจาง ๆ
แต่เพียงเบนสายตาไปอีกนิด ความงามนั้นก็พังทลายลงในพริบตา
ใบหน้าอีกครึ่งตั้งแต่โหนกแก้มลงมาถึงกรามถูกปกคลุมด้วยรอยแผลไหม้น่าสยดสยอง ผิวหนังหดเหี่ยวและบิดเบี้ยว ขอบแผลยังแดงคล้ำผิดธรรมชาติ ลามไปจนถึงหลังใบหูและซ่อนเข้าไปในแนวผม
เธอนอนนิ่งอยู่อย่างนั้น ราวกับไม่ได้ยินเสียงด่าทอของอาสะใภ้ นิ้วเรียวบางกำชายกระโปรงแน่นขึ้นเล็กน้อย
ซูชิงเหยาก้มหน้า สีหน้าเต็มไปด้วยความรู้สึกต่ำต้อย
แสงสีทองวาบผ่านดวงตาทั้งสองข้างของหวังหลง
เขามองเห็นว่าใต้รอยแผลไหม้ครึ่งหน้าของซูชิงเหยา เส้นชีพจรใต้ผิวหนังขาดสะบั้นเป็นช่วง ๆ อีกทั้งยังถูกไอสีดำข้นคลั่กพันธนาการไว้ ปิดกั้นเส้นทางการฟื้นฟูของเนื้อหนังอย่างแน่นหนา
แผลไหม้นั้นลึกถึงเนื้อเยื่อ ดูท่าจะเป็นมานานหลายปีแล้ว ยากจะฟื้นฟูได้แม้แต่น้อย
สาวงามครึ่งซีก อสูรครึ่งหน้าอย่างนั้นหรือ?
ลูกกระเดือกของหวังหลงขยับ ใจพลันรู้สึกหดหู่ขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ
เดี๋ยวก่อน?
จู่ ๆ เขาก็ตระหนักถึงเรื่องหนึ่ง
คู่หมั้นของเขาคือซูชิงหาน ส่วนหญิงสาวคนนี้ชื่อซูชิงเหยา ทั้งสองคนต้องเป็นพี่น้องกันแน่
หมายความว่าเจ้าสามคนไร้ยางอายนี้กำลังรังแกน้องเมียของเขาอยู่หรือ!?
หวังหลงโกรธจนไฟลุกท่วมอก เขากวาดตามองไปรอบลาน เห็นคนรับใช้หลายคนในชุดเครื่องแบบยืนดูเรื่องสนุกอยู่ข้าง ๆ ไม่มีใครเข้ามาห้ามสักคน
หวังหลงกำหมัดแน่น
เขาปีนข้ามกำแพงลานอย่างง่ายดาย แล้วก้าวยาว ๆ เข้าไปด้านใน
“เฮ้ นายเป็นใครน่ะ!”
เจ้าชุ่ยหลานเป็นคนแรกที่สังเกตเห็นเขา เธอหันมาถลึงตาใส่ แววตาเต็มไปด้วยความดูแคลน
หวังหลงไม่สนใจเธอ เดินตรงไปหยุดตรงหน้าซูชิงเหยา แล้วก้มตัวลงนั่งยอง ๆ ใช้ร่างกายบังสายตาของคนทั้งสามที่จ้องมา
น้ำเสียงของเขาอ่อนโยน ใช้ปลอบซูชิงเหยาที่กำลังตกใจ
“ไม่ต้องกลัว”
ซูชิงเหยาชะงัก เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย มองหวังหลงด้วยแววตาใคร่รู้
หวังหลงหันกลับไป มองคนทั้งครอบครัวสุดเพี้ยนด้วยรอยยิ้มเย็นชา ก่อนจะปกป้องซูชิงเหยาไว้ด้านหลัง
“ขอทานมาจากไหนกัน?”
เจ้าชุ่ยหลานเท้าเอว กลอกตามองหวังหลงอย่างดูถูก
“เรื่องของตระกูลซู ถึงตาแกมาสอดปากด้วยหรือ?”
ซูชางหงส่ายพุงเดินเข้ามา ชี้หน้าหวังหลงแล้วด่ากราด
“แกเป็นตัวอะไร รีบไสหัวไปซะ ไม่อย่างนั้นฉันจะแจ้งความข้อหาบุกรุก!”
ซูย่าวจู่ยัดมันฝรั่งทอดคำสุดท้ายเข้าปาก ปัดเศษขนมบนมือ แล้วพูดอู้อี้ขณะสองแก้มพองตุ่ย
“พ่อ จะพูดกับมันให้เสียเวลาทำไม ไล่มันออกไปเลยก็พอ”
“ยังไงฉันก็จะเข้าหอในห้องนอนใหญ่ของลูกพี่ลูกน้อง!”
หวังหลงหรี่ตาลงเล็กน้อย
“ผมเป็นเขยของตระกูลซู ย่อมมีสิทธิ์ยุ่ง”
ทันทีที่คำพูดนี้หลุดออกมา บรรยากาศก็เงียบลงชั่วขณะ
“เขยของตระกูลซู!?”
รอยยิ้มบนใบหน้าเจ้าชุ่ยหลานแข็งค้าง เครื่องหน้าบิดเบี้ยว ก่อนเธอจะกรีดเสียงแหลม
“แกพูดเหลวไหล! ฉันเป็นผู้ใหญ่ในตระกูล ทำไมถึงไม่รู้เรื่องนี้?”
สีหน้าของซูชางหงเคร่งขรึมลงเช่นกัน แววตาสามเหลี่ยมที่เคยดูเจ้าเล่ห์แปรเปลี่ยนเป็นดุร้าย
“ไอ้หนุ่ม ฉันไม่สนว่าแกมาจากไหน ถ้ารู้จักดูสถานการณ์ก็รีบไสหัวไปซะ ไม่อย่างนั้น...”
ขณะพูด เขาก็ยกมือขึ้นฟาดไปทางหน้าหวังหลง
หวังหลงคว้าข้อมือซูชางหงไว้อย่างง่ายดาย แล้วบีบเบา ๆ
กร๊อบ!
ซูชางหงเจ็บจนหน้าบิดเบี้ยว ส่งเสียงร้องโหยหวนราวกับหมูถูกเชือด
“อ๊าก! มือฉัน! มือฉัน!”
หวังหลงสะบัดข้อมือ ซูชางหงเซถอยกรูดไปทั้งตัว ชนกระถางดอกไม้ด้านหลังแล้วล้มก้นจ้ำเบ้า
เจ้าชุ่ยหลานเห็นดังนั้นก็ร้องเสียงหลงแล้วพุ่งเข้ามา เล็บแหลมจิกตรงเข้าใส่หน้าหวังหลง
หวังหลงเบี่ยงตัวหลบ แล้วใช้มือซ้ายดันไหล่เธอเบา ๆ เจ้าชุ่ยหลานเสียหลัก ร้องกรี๊ดก่อนจะล้มลงไปในพุ่มไม้ข้าง ๆ กิ่งไม้ขูดจนทั่วใบหน้าเป็นรอยแดง
เมื่อเห็นว่าพ่อแม่ล้มลงทั้งคู่ ซูย่าวจู่ก็พุ่งเข้าใส่หวังหลงด้วยความโกรธ
“ไสหัวไปซะ ไอ้เวร!”
หวังหลงยกเท้าขึ้นเตะเข้าที่ท้องกลม ๆ ของเขาอย่างแรง ซูย่าวจู่ร้อง “โอ๊ย” แล้วถอยกรูดไปหลายก้าว ก่อนจะนั่งแปะลงกับพื้น กุมท้องครางหงิง ๆ
เสียงร้องโอดโอยของทั้งสามดังระงมสลับกันไปมา
หวังหลงปัดมือ แล้วหันกลับไปกวาดตามองคนรับใช้หลายคนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ
คนรับใช้ที่กำลังแอบหัวเราะ พอถูกสายตาเย็นเยียบของเขากวาดมอง รอยยิ้มก็แข็งค้างบนใบหน้าทันที
“พวกเธอเป็นคนรับใช้ของตระกูลซู เจ้านายถูกรังแกถึงขนาดนี้ แต่พวกเธอกลับยืนดูอยู่เฉย ๆ งั้นหรือ?”
ไฟโทสะในใจหวังหลงปะทุขึ้น
“พวกเนรคุณเอ๊ย!”
สาวใช้วัยรุ่นคนหนึ่งเบ้ปากอย่างดูแคลน แล้วพึมพำเสียงเบา
“นายเป็นใครถึงมาสั่งสอนพวกเรา!?”
เธอยังพูดไม่ทันจบ แสงสีทองในดวงตาของหวังหลงก็สว่างวาบขึ้นชั่วขณะ แรงกดดันไร้รูปแผ่กระจายออกมา
สาวใช้สั่นไปทั้งตัว คำพูดที่เหลือติดอยู่ในลำคอ ใบหน้าซีดเผือด ขาทั้งสองข้างสั่นระริก
คนรับใช้ที่อยู่ข้าง ๆ พากันถอยกรูดด้วยความหวาดกลัว ไม่มีใครกล้าพูดอีก
หวังหลงไม่สนใจพวกเขาอีก หันกลับไปนั่งยอง ๆ ข้างซูชิงเหยา
ซูชิงเหยารู้สึกสับสนมึนงง หลายปีมานี้เธอคิดอยู่เสมอว่าตัวเองเป็นภาระของพี่สาว จึงรู้สึกต่ำต้อย
ซูชิงหานทุ่มเทให้กับการบริหารบริษัท เพื่อให้ซูชิงเหยามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี
เธอยุ่งจนแทบไม่กลับบ้านทุกวัน ซูชิงเหยาไม่อยากสร้างปัญหาให้พี่สาว ไม่ว่าเกิดเรื่องอะไรก็ไม่เคยบอกซูชิงหาน คนรับใช้เหล่านี้จึงยิ่งไม่เห็นเธออยู่ในสายตา
“ลุกไหวไหม?”
หวังหลงยิ้มให้ซูชิงเหยา พร้อมยื่นมือออกไป
ซูชิงเหยาสบตาหวังหลงแล้วชะงักงัน
ไม่มีความรังเกียจ ไม่มีเสียงหัวเราะเยาะ มีเพียงความสงสารจับใจ...
เธอลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนค่อย ๆ ยื่นมือให้หวังหลง
ไม่รู้ทำไม พอได้มองหวังหลงตรงหน้า เธอก็รู้สึกอุ่นใจขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล
หวังหลงจับมือเธอไว้ อีกมือหนึ่งโอบเอว แล้วประคองเธอให้ลุกขึ้นจากสนามหญ้าอย่างมั่นคง
กลิ่นหอมเย้ายวนจาง ๆ จากร่างของซูชิงเหยาลอยเข้าจมูกหวังหลง
หอมจัง นุ่มนิ่มด้วย
เด็กสาวคนนี้ทั้งน่ารักทั้งอ่อนโยน ชวนให้คนเอ็นดู
“ขะ...ขอบคุณนะ...”
ซูชิงเหยาพูดเสียงอ่อนโยน พลางมองหวังหลงอย่างใคร่รู้ ก่อนจะร้องออกมาด้วยความยินดี
“คุณ...คุณเป็นพี่เขยของฉันจริง ๆ เหรอ!?”
ขณะพูด ร่างนุ่มนิ่มของเธอก็แนบชิดกับหวังหลงอย่างแนบแน่น...
