ครอบครัวของหลินจิงเกิ้งยืนนิ่งมองภาพเบื้องหน้า น้ำตาพร่าเลือนดวงตาอีกครั้ง หลินหลิ่วปิดปากกลั้นเสียงสะอื้น ส่วนหลินอู่ยกมือปาดหน้าอย่างแรง ก่อนหันไปประคองภรรยาเดินออกจากคุกใต้ดิน
เซี่ยชิงเฟิงมองหลินเม่าเต๋อเป็นครั้งสุดท้าย เห็นอีกฝ่ายค่อย ๆ ลุกขึ้น ยืนหลังค่อมถอยกลับไปยังมุมห้อง จึงหันหลังจากไป
ตามธรรมเนียมแล้ว หลังครอบครัวหลินจิงเกิ้งออกจากคุก ก็ต้องถูกย้ายไปคุมขังที่อื่นเพื่อรอให้ทหารคุ้มกันไปยังแคว้นเชียนโจว ทว่าครั้งนี้มีตระกูลใหญ่ที่จะถูกเนรเทศไปแคว้นเชียนโจวอยู่ไม่น้อย หลังออกจากวัง เซี่ยชิงเฟิงจึงจัดการทุกอย่างไว้เรียบร้อยแล้ว พวกเขาสามารถกลับไปพักที่จวนสกุลเซี่ยได้หลายวัน
หลินจิงเกิ้งก้าวออกจากคุกใต้ดิน แสงตะวันจ้าจนแสบตา เขาพลันหันกลับมา ประสานมือคำนับอย่างนอบน้อม “ชิงเฟิง ขอบใจเจ้า”
“หากมิใช่เจ้า...” เศษหญ้าจากคุกใต้ดินยังติดอยู่ตามเส้นผมของเขา ยามคำนับมันก็ร่วงกราวลงมา
“พี่จิงเกิ้ง อย่าทำเช่นนี้เลย” เซี่ยชิงเฟิงรีบประคองแขนอีกฝ่าย ครั้นสัมผัสได้ถึงข้อมือที่ผอมจนกระดูกนูนเด่น ก็อดสบถเสียงต่ำมิได้ คุกหลวงแห่งนี้มิใช่ที่ที่มนุษย์จะอยู่ได้จริง ๆ
เพียงไม่กี่วัน พี่จิงเกิ้งก็ผอมลงถึงเพียงนี้
เขายังจำภาพยามพบพี่จิงเกิ้งครั้งแรกได้ดี ตอนนั้นอีกฝ่ายเปี่ยมด้วยชีวิตชีวา แต่บัดนี้ใต้ตากลับคล้ำดำ หลังที่เคยตั้งตรงก็งองุ้มลง คล้ายต้นไผ่ที่ถูกพายุฝนซัดจนหักงอ
ชั่วขณะหนึ่งเซี่ยชิงเฟิงไม่รู้ว่าควรปลอบโยนอย่างไร จู่ ๆ ต้องถูกยึดทรัพย์และกำจัดทั้งตระกูล จากบุตรผู้เป็นที่ภาคภูมิใจของตระกูลใหญ่ กลับกลายเป็นนักโทษใต้บัลลังก์
