เซี่ยชิงเฟิงและคนอื่น ๆ ออกจากห้อง ปล่อยพื้นที่ให้ครอบครัวสามคนได้อยู่พร้อมหน้า
“เด็กคนนี้มาได้ถูกเวลาจริง ๆ!” นางจางทอดถอนใจ ดวงตาเอ่อคลอด้วยหยาดน้ำ นางยินดีกับครอบครัวของหลินหลิ่วยิ่งนัก
เซี่ยชิงเฟิงก็คิดเช่นเดียวกับนางจาง หลังได้ยินหมอบอกว่าท่านน้าหลิ่วตั้งครรภ์ เขาก็ผ่อนลมหายใจอย่างโล่งอก เด็กคนหนึ่งย่อมหมายถึงความหวัง
หลายวันที่รอขุนนางมาหาที่ตระกูลเซี่ย ในที่สุดเซี่ยชิงเฟิงก็รู้สึกว่าพี่จิงเกิ้งคนเดิมกลับมาแล้ว ทั้งยังสุขุมขึ้นกว่าแต่ก่อน แววตาก็เผยความมุ่งมั่นอยู่หลายส่วน ความรู้สึกเช่นนี้มิได้มาจากความคาดหวังต่อชีวิตใหม่นี้เพียงอย่างเดียว
ทว่าระหว่างทางเนรเทศย่อมลำบากยากเข็ญ เด็กคนนี้จะถือกำเนิดอย่างปลอดภัยก็ไม่ใช่เรื่องง่าย แม้เซี่ยชิงเฟิงจะจัดการกับขุนนางผู้คุมขบวนไว้เรียบร้อยแล้ว แต่เกรงว่าจะเกิดเหตุไม่คาดฝันกลางทาง จึงเรียกเหลียนอี้จื้อมาพบ
ครอบครัวของเขามีกองคาราวาน หากบังเอิญพบกันระหว่างทางได้ก็ยิ่งดี
หลังหลินจิงเกิ้งถูกเปลี่ยนคำพิพากษาเป็นเนรเทศ บิดาของเหลียนอี้จื้อก็ไม่กักบริเวณเขาอีกต่อไป เมื่อได้รับข่าวจากเซี่ยชิงเฟิง เขาก็มาถึงจวนเซี่ยทันที
เมื่อฟังเซี่ยชิงเฟิงพูดจบ เขาก็ตอบรับทันควันว่า “ย่อมมีแน่นอน! ในกองคาราวานของเรามีผู้คุ้มกันสินค้าสักยี่สิบสามสิบคน ล้วนมากประสบการณ์ ถึงเวลาข้าจะให้พวกเขาออกเดินทางจากเมืองหลวง ติดตามพี่จิงเกิ้งกับพวกไปตลอดทาง และช่วยจัดการเรื่องต่าง ๆ ให้”
เวลานี้หลินจิงเกิ้งมิได้เสแสร้งปฏิเสธ เขาคำนับพวกเขาอย่างจริงจัง “พระคุณยิ่งใหญ่นี้ หลินจิงเกิ้งจะจดจำไว้ในใจ”
เหลียนอี้จื้อรีบประคองเขาขึ้น “พี่จิงเกิ้ง ปกติท่านดูแลพวกเราเสียมากมาย หากยามนี้ท่านประสบเคราะห์แล้วพวกเราไม่ยื่นมือช่วย เกรงว่าแม้แต่สวรรค์ยังจะผ่าข้าด้วยสายฟ้า!”
