เมื่อวานเซี่ยเจิ้งรับศิษย์ไว้ทั้งหมดกว่าสี่สิบคน เขาจัดเด็กเหล่านี้ออกเป็นสองชั้น คือชั้นเจี่ยกับชั้นอี่ ตามผลการทดสอบเมื่อวาน
ชั้นเจี่ยเป็นชั้นที่มีพรสวรรค์ค่อนข้างดีกว่า ส่วนชั้นอี่เป็นชั้นที่ด้อยกว่าเล็กน้อย
คาบแรก เซี่ยฟูจื่อมิได้เริ่มสอนความรู้ในตำรา หากแต่พูดคุยเรื่อง “กฎระเบียบ” ดูราวกับอาจารย์ทั่วหล้าล้วนทำเช่นนี้ในคาบแรก
ตัวอย่างเช่น ห้ามทะเลาะวิวาท ห้ามวิ่งเล่นส่งเสียงดังในสถานศึกษา ห้ามเอะอะโวยวาย หากฝ่าฝืนกฎที่ฟูจื่อกล่าวมา โทษเบาคือถูกไม้เรียวสิบที โทษหนักคือถูกส่งกลับบ้านทันที
ที่จริงแล้ว เด็กส่วนใหญ่ที่มาเรียนกับฟูจื่อเซี่ยเป็นลูกชาวนาที่รู้ความกันตั้งแต่เล็ก เรื่องเหล่านี้ย่อมทำได้อยู่แล้วโดยไม่ต้องให้ฟูจื่อเซี่ยกล่าว เพียงแต่บทลงโทษของเขาเป็นเหมือนเครื่องพันธนาการอีกชั้นหนึ่งเท่านั้น
พวกเขาล้วนเป็นเด็กที่ครอบครัวฝากความหวังไว้ เป็นยอดฝีมือที่คัดเลือกมาจากลูกเจ็ดแปดคนในบ้าน
เวลาเช้าผ่านไปอย่างรวดเร็ว สำนักศึกษาแห่งนี้ไม่มีอาหารให้ นักเรียนต้องนำมาจากบ้านเอง หลังสอนเรื่องกฎระเบียบจบ ฟูจื่อเซี่ยจึงให้พวกเขาไปกินข้าวในเรือนเล็กที่อยู่ข้าง ๆ
โต๊ะและเก้าอี้ในห้องเรียนมิใช่ของใหม่ แต่เป็นของที่เซี่ยเจิ้งซื้อมาจากสำนักศึกษาในเมืองหลังจากทางนั้นเลิกใช้แล้ว โต๊ะเก้าอี้บางตัวจึงโยกคลอน บัณฑิตให้ความสำคัญกับตำราเป็นอย่างยิ่ง เซี่ยเจิ้งเองก็เช่นกัน
หากกินข้าวบนโต๊ะเก้าอี้ที่โยกคลอน แล้วเผลอทำน้ำมันหรือน้ำแกงหกใส่ตำราคงไม่ดีนัก ก่อนเข้าเรียน เซี่ยชิงเฟิงกับคนอื่น ๆ จึงต้องนำตะกร้าใส่อาหารไปฝากไว้ในเรือนข้าง ๆ
หลังฟูจื่อเซี่ยออกจากห้องเรียน เซี่ยหูซึ่งนั่งข้างเซี่ยชิงเฟิงก็แทบอดกลั้นความตื่นเต้นไว้ไม่ไหว
“น้องกั๋วเอ๋อร์ เหตุใดเจ้าถึงมาที่นี่ด้วยเล่า! เมื่อวานข้าไม่เห็นเจ้าเลย” เมื่อครู่ตอนฟูจื่อเซี่ยยังสอนเรื่องกฎระเบียบ เซี่ยหูก็อดส่งสายตาหยอกล้อใส่เซี่ยชิงเฟิงไม่ได้ เกือบถูกฟูจื่อเซี่ยจับได้เข้าแล้ว
