ภายในตำหนักฉินเจิ้งอันโอ่อ่า หลัวลี่เหรินสวมชุดขุนนางสีเขียว มือประคองม้วนตำรา ยืนอย่างนอบน้อมเบื้องหน้าพระแท่นทรงงาน ถวายการอ่านบันทึกศึกในประวัติศาสตร์ให้ฮ่องเต้ฟัง
“ครั้งศึกฉางผิง แคว้นจ้าวตกหลุมกลอุบายยุยงให้แตกแยกของแคว้นฉิน จึงเปลี่ยนตัวเหลียนพ่อมาเป็นแม่ทัพใหญ่...” น้ำเสียงของหลัวลี่เหรินสูงต่ำมีจังหวะ ในฐานะขุนนางผู้ถวายงานอ่านหนังสือ เขาฝึกฝนน้ำเสียงและความเร็วในการอ่านมาเป็นพิเศษ เพื่อให้ฮ่องเต้ทรงเพลิดเพลินกับการฟังได้อย่างที่สุด
เซียวคังหยวนเอนพระวรกายบนบัลลังก์มังกร หลับพระเนตรพักผ่อนเป็นครั้งคราวก็พยักพระพักตร์น้อย ๆ เป็นสัญญาณให้ขุนนางหลัวอ่านต่อ
“กองทัพจ้าวถูกล้อมไว้ 46 วัน ภายในไร้เสบียง ภายนอกไร้กองหนุน...” ขณะที่หลัวลี่เหรินกำลังตั้งใจอ่าน เซียวคังหยวนก็พลันตรัสขัดขึ้น
“หากกองทัพของเราเป็นฝ่ายจ้าว ขุนนางหลัวมีหนทางพลิกสถานการณ์หรือไม่?”
หลัวลี่เหรินได้ยินดังนั้นก็ชะงักไปเล็กน้อย นับตั้งแต่รับตำแหน่งขุนนางผู้อ่านถวายมาหลายปี ฝ่าบาทไม่เคยตรัสถามอะไรเขาเลย ปกติเขาทำหน้าที่เป็นเพียงเครื่องอ่านออกเสียงเท่านั้น
ไม่คิดเลยว่าวันนี้ฝ่าบาทจะตรัสถามขึ้นมา
หลัวลี่เหรินรีบประสานมือคำนับ สีหน้าเคารพนอบน้อม พลางกล่าวว่า “ฝ่าบาท หากกองทัพของเราตกอยู่ในสถานการณ์คับขันเช่นเดียวกับกองทัพจ้าวในยามนั้น หนทางพลิกสถานการณ์อาจเริ่มจากทั้งภายในและภายนอกพ่ะย่ะค่ะ...”
หลังกล่าวรวดเดียวจบ หน้าผากของเขาก็มีเหงื่อซึมออกมาเล็กน้อย
หลายวันก่อน ยามขุนนางจางเข้าไปถวายการสอน ฝ่าบาทก็เคยตรัสถามเรื่องทำนองนี้ ขุนนางจางไม่เชี่ยวชาญตำราพิชัยสงคราม จึงตอบตะกุกตะกักไม่ออก ทำให้ฝ่าบาทไม่พอพระทัยอยู่บ้าง
