ไม่นานนัก เซี่ยชิงเฟิงก็สวมชุดขุนนางสีเขียวก้าวเข้าสู่ท้องพระโรงฉินเจิ้ง
เขาก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง ก่อนคุกเข่าคารวะ “ขุนนางชั้นผู้น้อยเซี่ยชิงเฟิง ขอถวายบังคมฝ่าบาท”
เซี่ยชิงเฟิงเพิ่งตระหนักถึงความจำเป็นของการฝึกมารยาทอย่างเข้มงวดที่เหล่าขุนนางสำนักหงหลูเคยให้แก่พวกเขา ความทรงจำที่ฝังอยู่ในร่างกายช่วยให้เขาไม่เสียกิริยาต่อหน้าท้องพระโรง
เซียวคังหยวนยกมือขึ้นเล็กน้อย ตรัสด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ลุกขึ้นเถิด”
“กลยุทธ์แก้สถานการณ์คับขันของกองทัพจ้าวที่ราชครูหลัวกล่าวถึง ได้ยินว่ามาจากเจ้า เราถามเขาว่ากลยุทธ์เหล่านั้นมีแบบอย่างอ้างอิงหรือไม่ แต่เขากลับตอบไม่ได้ เจ้าจงเล่ามาโดยละเอียด” เซียวคังหยวนเอนพระวรกายพิงบัลลังก์ มองเซี่ยชิงเฟิงเขม็ง แววตาเต็มไปด้วยความคาดหวัง
เซี่ยชิงเฟิงเงยหน้าขึ้น กล่าวอย่างสุขุมและเป็นระเบียบ “ฝ่าบาท กลยุทธ์นี้อ้างอิงจากแบบอย่างหลายประการพ่ะย่ะค่ะ”
“อาศัยแบบอย่างคราวที่หลิวปังถูกล้อมอยู่ที่ซิงหยางระหว่างศึกชิงอำนาจระหว่างฉู่กับฮั่น เฉินผิงเสนอแผนให้ทหารสองพันนายทำทีบุกฝ่าวงล้อมทางประตูตะวันออก เพื่อล่อกำลังหลักของกองทัพฉู่ จากนั้นหลิวปังจึงนำทหารชั้นยอดหลบหนีออกทางประตูตะวันตก คลี่คลายวงล้อมที่ซิงหยาง ส่วนศึกกวนตู้ในยุคสามก๊ก เมื่อเสบียงของโจโฉใกล้หมด เขาจึงเสาะหาผักป่าและผลไม้ป่ามาประคองขวัญกำลังใจทหาร...”
หลังเซี่ยชิงเฟิงกล่าวจบ เซียวคังหยวนก็ซักถามเรื่องสงครามอีกหลายข้อ
เมื่อได้รับคำตอบที่กระจ่างเป็นลำดับและตรงประเด็นจากเซี่ยชิงเฟิง เซียวคังหยวนก็เอนพระวรกายกลับพิงบัลลังก์อย่างพอพระทัย
“ถ้อยคำของเจ้าแต่ละข้อ ล้วนตรงประเด็นทั้งสิ้น มีขุนนางมากความสามารถเช่นเจ้า นับเป็นวาสนาของราชวงศ์เรา” เซียวคังหยวนกำลังจะซักถามต่ออีกหลายข้อ ทันใดนั้นเสียงหนึ่งก็ดังมาจากด้านนอก “รายงานด่วน! ข่าวด่วนจากแนวหน้า!”
