“คนมากมายถึงเพียงนี้...” นางจางตกตะลึง อดพึมพำกับตนเองไม่ได้ว่า “ค่าเล่าเรียนคนละ 2 ตำลึงเงิน หากเซี่ยเจิ้งเปิดสำนักศึกษาตั้งแต่เนิ่น ๆ มิร่ำรวยจนตายหรือ?”
บางคนมิใช่คนจากหมู่บ้านใกล้เคียงด้วยซ้ำ พอได้ยินว่าที่นี่มีบัณฑิตรับลูกศิษย์ จึงตั้งใจข้ามภูเขาหลายลูก พาบุตรหลานของตนมาฝากเรียน เพราะเมืองใกล้ยิ่งห่างไกลจากพวกเขา ส่วนค่าเล่าเรียนของสำนักเซี่ยเจิ้งก็เก็บเพียง 2 ตำลึงเงินเท่านั้น
แม้แต่ซินแสสอนหนังสือในเมือง หากเป็นเพียงผู้สอบผ่านระดับถงเซิง ก็ยังเก็บค่าเล่าเรียนปีละ 3 ตำลึงเงิน ชาวนาที่อยู่หน้าบ้านของเซี่ยเจิ้ง ส่วนใหญ่ไม่ได้คิดจะส่งบุตรหลานเข้าสอบรับราชการ ต่างก็มีความคิดเช่นเดียวกับนางจาง
หวังเพียงให้เรียนรู้ตัวอักษรสักหน่อย ต่อไปจะได้ไปหางานทำในเมือง
เซี่ยชิงเฟิงยังเห็นครอบครัวที่ยากจนที่สุดในหมู่บ้านของตน พวกเขาก็มาถึงแต่เช้าตรู่ หอบค่าเล่าเรียนมายืนกระสับกระส่ายอยู่หน้าประตู ช่างน่าสงสารหัวอกบิดามารดาในใต้หล้า!
ทว่าเมื่อเซี่ยชิงเฟิงเงยหน้าขึ้น จึงพบว่านางจางก็ตื่นเต้นและกระวนกระวายไม่ต่างจากคนอื่น
ยามเช้าดวงตะวันยังไม่โผล่พ้นขอบฟ้า ลมเย็นพัดแผ่วให้รู้สึกหนาวอยู่บ้าง แต่นางจางกลับมีเหงื่อผุดซ้ำแล้วซ้ำเล่า เอาแขนเสื้อเช็ดไม่หยุด
“ย่า วางตะกร้าลงกับพื้นเถิด ยังเหลืออีก 1 เค่อกว่าจะถึงยามเหม่า”
“ไม่หนัก ย่าถือเอง” นางจางกระชับตะกร้าในมือแน่น สวรรค์เอ๋ย อีกประเดี๋ยวนางก็จะได้พบคุณชายบัณฑิตเซี่ยแล้ว!
แม้ตามลำดับอาวุโส เซี่ยเจิ้งจะเป็นลูกพี่ลูกน้องของสามีนาง แต่นางก็ยังอดหวาดหวั่นไม่ได้ ก่อนหน้านี้ในงานศพ ยังเป็นผู้นำตระกูลที่มาเอ่ยปากขอยืมเงินจากพวกนางแทนเซี่ยเจิ้ง
