ขณะที่นางกำลังจะทรุดลงกับพื้นแล้วอาละวาด เซี่ยเซี่ยวก็ราวกับล่วงรู้ความคิดของนาง เขากระซิบข้างหูอย่างดุดันว่า “หากเจ้ากล้าอาละวาดยามนี้ เชื่อหรือไม่ว่ากลับไปแล้วข้าจะตีเจ้าให้ตาย!”
นี่เป็นครั้งแรกที่สามีโกรธถึงเพียงนี้ หวังซานเหมยถูกขู่จนยืนนิ่งอยู่ริมทาง ไม่กล้าพูดสักคำ
เซี่ยเซี่ยวกับเซี่ยซื่อยังคำนับชาวบ้านเพื่อขอขมา ทุกคนต่างเป็นคนในอำเภอเดียวกัน ทั้งไม่ใช่พวกถือดีไม่ยอมเลิกรา เมื่อเห็นหวังซานเหมยถูกสั่งสอน อีกทั้งตนยังได้ดื่มชาจริง ๆ จึงยอมปล่อยครอบครัวเซี่ยโซ่วไป
นางจางเองก็คาดไม่ถึงว่าคำพูดส่งเดชของกั๋วเอ๋อร์จะทำให้บ้านเซี่ยเซี่ยวต้องควักเงินก้อนโต ทั้งปากเหม็นราวกับพ่นอุจจาระของหวังซานเหมยยังถูกลงโทษอีกด้วย นางจึงพอใจแล้ว
เห็นว่าใกล้ครบหนึ่งเค่อ นางจึงรีบดึงกั๋วเอ๋อร์มากำชับให้เขาอย่าประหม่า ต่อให้สอบไม่ผ่านก็ไม่เป็นไร
“เคร้ง!” บุตรชายของเซี่ยเจิ้งถือฆ้องมาตีหนึ่งครั้งตรงหน้าประตู “เหล่าบัณฑิตทั้งหลาย เชิญมารับป้ายหมายเลขทางนี้”
พูดตามตรง เขาเองก็ไม่พอใจเรื่องที่บิดาจะจัดสอบคัดเลือกศิษย์ รับเข้ามาทั้งหมดเสียก็สิ้นเรื่อง ฐานะทางบ้านเป็นอย่างไรเขารู้ดีที่สุด เงินแทบไม่พอซื้อข้าวสารอยู่แล้ว ยังจะวางท่าถือตัวคัดเลือกศิษย์ไปทำไม?
หากรับเข้ามาทั้งหมด ก็จะมีรายได้เกือบร้อยตำลึง เมื่อครู่นี้เขาเห็นตะกร้าสะพายหลังของพวกนักเรียนมีเนื้อหมูหมักแห้งอยู่ด้วย แม้ในช่วงไว้ทุกข์สามปีจะต้องกินอาหารเจ แต่เนื้อหมูหมักแห้งเก็บไว้ได้นาน
หากกินไม่หมด ก็ยังหิ้วออกไปขายแลกเงินได้ หลายปีมานี้บิดามุ่งมั่นกับการสอบเข้ารับราชการ เพราะครอบครัวทุ่มเทสนับสนุนเขาเต็มกำลัง เขาจึงได้เรียนหนังสือเพียงเล็กน้อยก็ออกไปหาเงินตั้งแต่เนิ่น ๆ เงินที่หามาได้ส่วนใหญ่ก็ส่งกลับมาให้บิดาอ่านตำรา
