“ชิงเฟิง ข้ารู้สึกว่าการเข้าสังคมเหน็ดเหนื่อยกว่าการอ่านตำราเสียอีก” เหลียนอี้จื้อนอนฟุบอยู่บนโต๊ะด้วยท่าทางอ่อนล้า แต่ก่อนเขาชอบจัดงานชุมนุมบทกวีเพื่อพบปะกับเหล่าบัณฑิต ทว่ายามนี้กลับรู้สึกเหนื่อยแทบขาดใจ
คนยื่นยิ้มมาให้ย่อมไม่ควรตบหน้า ทั้งที่เหน็ดเหนื่อยแทบแย่แล้ว แต่เมื่อเผชิญคำเยินยอไม่ขาดสาย ก็ยังต้องฝืนขอบคุณคำชมเหล่านั้น ทั้งยังต้องคอยสังเกตอย่างอ้อมค้อมว่าคนผู้นั้นเพียงมาทักทายผูกไมตรี หรือมีเรื่องใดต้องการร้องขอ
คนแต่ละประเภทก็มีวิธีพูดต่างกันไป
เซี่ยชิงเฟิงรู้สึกไม่ต่างจากเหลียนอี้จื้อ ซ้ำเพราะเขาเป็นฮุ่ยหยวน จึงได้รับความสนใจมากกว่า หากไม่ใช่เพราะพี่เหลียนช่วยชีวิตเขาไว้ ป่านนี้เกรงว่าเขาคงหมดเรี่ยวแรงไปแล้ว
ยังดีที่เมื่อกำหนดวันสอบหน้าพระที่นั่งออกมา ในที่สุดก็มีเหตุผลให้ปฏิเสธได้
การสอบหน้าพระที่นั่งจะจัดขึ้นในอีกสามเดือน บัณฑิตที่สอบผ่านทุกคนต่างปิดประตูเรือนอ่านตำรา เซี่ยชิงเฟิงกับเหลียนอี้จื้อย่อมไม่ใช่ข้อยกเว้น
อันดับในการสอบหน้าพระที่นั่งเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่พวกเขาจะก้าวเข้าสู่เส้นทางขุนนาง ความสำคัญของมันย่อมไม่ต้องเอ่ยให้มากความ
ต้องรู้ว่าในชีวิตราชการเบื้องหน้า แม้เพียงต้องการเลื่อนขั้นขึ้นหนึ่งระดับ บัณฑิตที่สอบผ่านก็อาจต้องตรากตรำต่อสู้อย่างไม่ย่อท้อเป็นเวลาหลายปี หรือกระทั่งสิบกว่าปี ต้องฝ่าฟันและวางตัวท่ามกลางราชสำนักอันซับซ้อน จึงจะบรรลุการเลื่อนขั้นเพียงเล็กน้อยนั้นได้
ทว่าอันดับในการสอบหน้าพระที่นั่งกลับกำหนดระดับพื้นฐานที่พวกเขาจะใช้ไต่เต้าในเส้นทางขุนนางมาตั้งแต่ต้น แล้วจะไม่ทำให้ผู้คนทุ่มเทสุดกำลังและครุ่นคิดจนแทบหมดใจได้อย่างไร
ก่อนถึงวันสอบหน้าพระที่นั่งครึ่งเดือน กรมพิธีการก็ให้สำนักหงหลูเริ่มอบรมกฎระเบียบแก่เหล่าบัณฑิตกลุ่มเซี่ยชิงเฟิงอย่างเข้มงวด
